'กรณ์'วิพากษ์ 1 ปีรัฐบาลขาดวินัยการเงินการคลังรุนแรง

Date : 2012-08-14 09:18:32

เผยแพร่โดย ศูนย์ข่าวอาร์เอสยูนิวส์

 

กรุงเทพธุรกิจ / 14 ส.ค. 2555 นับตั้งแต่เข้ามาบริหารประเทศของรัฐบาล นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เมื่อเดือนส.ค. 2554 จนถึงขณะนี้เวลาผ่านมา 1 ปี การดำเนินนโยบายเศรษฐกิจโดยเฉพาะนโยบาย "ประชานิยม" ที่รัฐบาลใช้งบประมาณจำนวนมหาศาล ยังคงถูกทั้งนักการเมืองฝ่ายค้านรวมถึงนักวิชาการวิพากษ์ว่าเป็นนโยบายที่ทำให้ประเทศไทย "ขาดวินัยทางการเงินการคลัง" อย่างรุนแรง จนอาจกระทบต่อความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจ

 

นายกรณ์ จาติกวณิช ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์กับ "กรุงเทพธุรกิจ" ถึงการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลในช่วง 1 ปีที่ผ่านมาว่า เมื่อรัฐบาลชุดนี้บริหารประเทศเมื่อปี 2554ได้ประมาณการเศรษฐกิจเติบโตไว้ที่ 5%แต่ปรากฏว่าทั้งปีขยายตัวเพียง 0.1%เพราะบริหารจัดการน้ำท่วมล้มเหลว ขณะที่ครึ่งปีหลังของปี 2555เศรษฐกิจยังไม่ดีขึ้น โดยดัชนีชี้วัดต่างๆ ที่ออกมาค่อนข้างน่าห่วง เช่น  การส่งออกติดลบ ที่สำคัญคาดว่าจะมีการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดเป็นครั้งแรกในรอบ 15 ปี นอกจากนั้นยังขาดดุลชำระเงิน และขาดดุลการค้า ทั้งหมดสะท้อนถึงความอ่อนแอของเศรษฐกิจไทย

 

โดยเฉพาะนโยบายรับจำนำข้าวเปลือก ที่รัฐบาลบอกว่า ไม่มีความเสียหาย แต่นักวิชาการออกมาประเมินแล้วว่าจะขาดทุนเกือบแสนล้านบาท ไม่รวมค่าบริหารจัดการอีก 2.6หมื่นล้านบาท ขณะเงินกลับไปถึงมือชาวนาเพียง 30%หรือ 1ใน 3ขณะที่ชาวนารายเล็กๆ ก็ได้ประโยชน์ 5%ของเงินทุกๆ 100บาทที่เป็นภาระต่องบประมาณ" นายกรณ์ ระบุ

 

นายกรณ์ ยังวิเคราะห์นโยบายบ้านหลังแรก ว่า ดูเหมือนจะล้มเหลว  เนื่องจากมีการขอสินเชื่อแค่ 6,000ล้านบาท  สวนทางกับความต้องการบ้านที่ยังสูง เขายังไม่เห็นด้วยกับนโยบายรถคันแรก เพราะถือว่าเป็นการใช้เงินภาษีที่ไม่ได้เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม สุดท้ายรัฐบาลก็ต้องขยายเวลาไปถึงสิ้นปี เพราะผู้ผลิตรถยนต์ส่งมอบรถไม่ทัน กลายเป็นรัฐบาลช่วยบริษัทรถ ประโยชน์ต่อเศรษฐกิจคืออะไร เขาตั้งคำถาม

 

เขายังระบุถึงวิธีบริหารนโยบายการเงินการคลังของรัฐบาลชุดนี้ว่า ไม่ให้ความสำคัญต่อวินัยการคลัง และใช้วิธีกู้เงินนอกงบประมาณ ดำเนินการในลักษณะ "ซุก" หมายถึงการผลักภาระหนี้ไปไว้ในที่ต่างๆ เช่น โครงการรับจำนำข้าว แทนที่จะเป็นภาระรัฐบาลโดยตรง ก็ผลักไปอยู่ที่ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ส่วนนโยบายอุดหนุนพลังงาน ก็ผลักภาระไปที่กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง  

 

"วินัยการเงินการคลังไม่ใช่ความเสี่ยงที่จับต้องไม่ได้แต่เป็นความเสียหาย คือ กระบวนการทุจริตคอร์รัปชันเกิดขึ้นทันที เพราะโครงการใช้เงินไม่ผ่านสภา ไม่ชัดเจน ไม่โปร่งใส  รวมทั้งการพิจารณาไม่ผ่านสำนักงบประมาณ  สภาพัฒน์ และ กรรมาธิการงบประมาณ" นายกรณ์ ระบุ

 

นอกจากนั้น รัฐบาลยังส่งเสริมความไม่โปร่งใส ด้วยการยกเว้นระเบียบต่างๆ และการประมูลด้วยวิธีพิเศษ ทำให้ภาวะแวดล้อมการคอร์รัปชันในสังคมสูงขึ้น

 

"ดูเหมือนว่า รัฐบาลเปิดทางให้ทุจริต นักธุรกิจเองก็ระบุว่า อัตราจ่ายใต้โต๊ะสูง 30-35%ถือว่าสูงกว่าภาษีนิติบุคคล ฉะนั้นจึงเป็นเรื่องที่น่ากังวลมาก ที่ผ่านมารัฐบาลอ้างวิกฤติน้ำท่วม ต้องใช้เงินเร่งด่วนแก้ปัญหา แต่วันนี้ยังไม่มีการใช้เงิน ถึงขั้นต้องออก พ.ร.ก. สิ่งที่ควรจะทำคือใช้งบประมาณ"

 

การรักษาวินัยการเงินการคลัง ถือว่าเป็นสิ่งที่ทำให้ประเทศไทยได้รับความเชื่อมั่นจากนักลงทุนว่าสามารถรักษาเสถียรภาพได้ แม้ที่ผ่านมาจะมีปัญหาการเมือง แต่นักลงทุนต่างชาติยังเชื่อมั่นต่อระบบเศรษฐกิจ เพราะหัวใจคือระบบงบประมาณ กรอบการกู้ยืมเงินผ่าน พ.ร.บ.หนี้สาธารณะ และระบบงบประมาณ เป็นหมวดสำคัญในรัฐธรรมนูญ ถ้าเปิดช่องให้นักการเมืองกู้เงินเพิ่มได้โดยไม่จำกัด จะนำไปสู่ระดับการโกงที่สูงมาก

 

นอกจากนั้น การที่รัฐบาลอาจจะเปลี่ยนนโยบายการเงินของแบงก์ชาติ เช่น ดอกเบี้ยต่ำ เงินบาทอ่อน เลิกนโยบายกำหนดเป้าหมายเงินเฟ้อ ถือว่าน่าเป็นห่วง เพราะเป็นนโยบายหลักในการรักษาเสถียรภาพการเงิน และเป็นหนึ่งในเครื่องมือในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ หากยกเลิกจะใช้อะไรที่โปร่งใสและยอมรับได้" 

 

นายกรณ์ ยังบอกอีกว่า สิ่งที่รัฐบาลควรทำ ก็คือ ไม่ทำให้ประชาชนตื่นตระหนก ระวังไม่ให้เงินทุนต่างชาติหนีออกนอกประเทศ เพิ่มความร่วมมือระหว่างไทยกับภูมิภาค ผ่านกองทุนพหุภาคีเชียงใหม่ เพื่อแสดงให้นักเก็งกำไรเห็นว่าเรามีอาวุธพร้อมสู้ และต้องรักษาความเข้มแข็งของสถาบันหลักของประเทศ หรือกระบวนการยุติธรรม อย่าไปทำลายความเชื่อมั่นของนักลงทุน

 

"ถ้าปล่อยไว้จะสร้างความเสียหายอีกเยอะ แต่ยังเชื่อว่าเศรษฐกิจเรามีพื้นฐานแข็งแรง ไม่เช่นนั้น จะมีโอกาสพังมากกว่านี้"

สำรวจความคิดเห็น

Loading...

สถิติการเข้าชมสูงสุด