จิ๋วผวา!หนักกว่าอัฟกัน
Date : 2012-08-13 12:21:38
เผยแพร่โดย ศูนย์ข่าวอาร์เอสยูนิวส์

ไทยโพสต์ / 13 ส.ค. 2555 โพลระบุคนไทยห่วงปัญหาไฟใต้อย่างมากพร้อมส่งกำลังใจให้คนใน 3จว. หนุนเพิ่มสวัสดิการ ขรก.ชั้นผู้น้อย แต่ยังให้โอกาสรัฐบาลแก้ปัญหา "บิ๊กจิ๋ว" แนะทบทวนยุทธศาสตร์และเอาชนะจิตใจ ปชช. ยอมรับสำเร็จยาก อาจเสียเลือดเนื้อมากขึ้น ชี้รุนแรงยิ่งกว่าอัฟกานิสถาน หน่วยข่าวแจ้งเตือนรถยนต์ต้องสงสัย 5คัน จ้องก่อเหตุในหาดใหญ่ จยย.บอมบ์ซ้ำที่ปัตตานี ทหารพรานเจ็บ 3
เมื่อวันอาทิตย์ นายนพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยเอแบคโพล เปิดเผยผลวิจัยเชิงสำรวจเรื่อง สถานการณ์ความไม่สงบในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ กับการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลในสายตาประชาชน กรณีศึกษาตัวอย่างประชาชนอายุ 18ปีขึ้นไป ใน 17จังหวัดของประเทศ จำนวน 2,363ตัวอย่าง ระหว่างวันที่ 7–11สิงหาคม 2555ที่ผ่านมา พบว่า ตัวอย่างส่วนใหญ่ หรือร้อยละ 88.6รู้สึกเป็นห่วงมากถึงมากที่สุดต่อสถานการณ์ความไม่สงบในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ และร้อยละ 8.4เป็นห่วงค่อนข้างมาก มีเพียงร้อยละ 1.6และร้อยละ 1.4เท่านั้น ที่รู้สึกเป็นห่วงค่อนข้างน้อย และรู้สึกเป็นห่วงเพียงเล็กน้อยถึงไม่เป็นห่วงเลย
นอกจากนี้ ตัวอย่างส่วนใหญ่ หรือร้อยละ 80.6ได้ส่งกำลังใจและความช่วยเหลืออื่นๆ ไปให้คนในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ในระดับมากถึงมากที่สุด และร้อยละ 14.5ได้ส่งกำลังใจให้ค่อนข้างมาก มีเพียงร้อยละ 3.1และเพียงร้อยละ 1.8เท่านั้น ที่ส่งกำลังใจไปให้ค่อนข้างน้อย และน้อยถึงไม่ได้ส่งไปเลย
ที่น่าพิจารณาคือ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 87.0เห็นด้วย ถึงเห็นด้วยอย่างยิ่งที่จะต้องเพิ่มสวัสดิการให้ข้าราชการชั้นผู้น้อยผู้ปฏิบัติหน้าที่ดูแลความสงบในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ และร้อยละ 7.9ค่อนข้างเห็นด้วย มีเพียงร้อยละ 3.1และเพียงร้อยละ 2.0เท่านั้นที่ไม่ค่อยเห็นด้วย และไม่เห็นด้วยถึงไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง
เมื่อถามว่า ช่วงเวลานี้เป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมหรือไม่ ที่คนไทยทุกคนทุกภูมิภาคต้องช่วยกันส่งความรัก ความเกื้อกูลไปยังประชาชนทุกคนในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ พบว่า เกือบร้อยละร้อย หรือร้อยละ 97.7เห็นว่า เหมาะสมแล้ว ในขณะที่มีเพียงร้อยละ 2.3ที่ระบุยังไม่เหมาะสม และเกือบทั้งหมดหรือร้อยละ 99.4ที่ปลื้มปีติมากถึงมากที่สุด ที่ทราบข่าวพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงพระราชทานความช่วยเหลือห่วงใยไปยังประชาชนทุกหมู่เหล่าในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้
นอกจากนี้ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 67.5ระบุควรให้โอกาสรัฐบาลทำงานแก้ไขความไม่สงบในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ต่อไป ในขณะที่ร้อยละ 8.7ระบุไม่ควรให้โอกาส และร้อยละ 23.8ไม่มีความเห็น
วันเดียวกัน พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์ความไม่สงบในสาม จังหวัดชายแดนภาคใต้ว่า ปัญหาไม่ได้เลวร้าย แต่ยังขาดความไว้วางใจระหว่างเจ้าหน้าที่และประชาชนในพื้นที่ ไม่ควรมองว่ามีคนบางกลุ่มต้องการแบ่งแยกดินแดน เพราะเป็นคนส่วนน้อยเท่านั้นที่คิดเช่นนี้เพียง 3-5เปอร์เซ็นต์ แต่ประชาชนเกือบทั้งหมดยังรู้สึกเป็นคนไทย และต้องการอยู่ใต้ร่มพระบรมโพธิสมภารของในหลวง และยึดตามกฎหมายไทย แต่การนำประเด็นเล็กน้อยมาพูดก็ยิ่งทำให้เกิดความขัดแย้ง
"จิ๋ว"แนะทบทวนยุทธศาสตร์
เขามองว่า รัฐบาลยังคงให้ความสนใจในกระบวนการควบคุม บังคับบัญชา แต่การแก้ไขปัญหาภาคใต้ต้องมีขั้นตอน 3ขั้นตอนที่ชัดเจน คือ 1.การกำหนดวัตถุประสงค์ นโยบาย ยุทธศาสตร์การแก้ปัญหาที่ชัดเจน ทุกฝ่ายเข้าใจจึงจะดำเนินการในขั้นที่ 2ที่จะให้หน่วยงานไหนกำหนดยุทธศาสตร์นั้น และ 3.การจัดการให้องค์กรหรือหน่วยงานไหนกำหนดการทำงาน แต่รัฐบาลให้ความสนใจเฉพาะเรื่องที่ 3เท่านั้น ซึ่งทุกฝ่ายพูดแต่เพียงการเมืองนำการทหาร หรือเฉพาะกรอบกว้าง ตามแนวพระราชดำริ เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา แต่ไม่ทบทวนจากขั้นสูงหรือกำหนดยุทธศาสตร์เป้าหมายย่อย และการเอาชนะจิตใจประชาชน ประชาชนในพื้นที่ก็ไม่ได้มีความเลวร้าย หากพูดคุยก็มีความเข้าใจกันอยู่แล้ว และหากเจ้าหน้าที่ทำงานด้วยความเข้าใจกันและกัน ก็จะทำงานกันได้ด้วยดี อย่างไรก็ตาม แนวทางการทำงานของรัฐบาลนั้น ยังไม่ทราบถึงรายละเอียด แต่ขั้นตอนต่างๆ มีความเรียบร้อย ขาดแต่เพียงความไว้วางใจกันและกันของเจ้าหน้าที่กับประชาชน ซึ่งหากมองด้วยความเข้าใจ ความต้องการเป็นอย่างไร ก็จะสามารถแก้ไขปัญหาได้ โดยในเรื่องของภาคใต้นั้น จะต้องเอาชนะด้วยใจเป็นสำคัญ แต่รัฐบาลจะต้องนำมากำหนดเป้าหมายย่อยอีกครั้ง
พล.อ.ชวลิตกล่าวอีกว่า เรื่องการปฏิบัติการเชิงรุก การเข้าตีก็เป็นเรื่องที่สำคัญ แต่ไม่ใช่มาตรการหลัก เพราะกลุ่มที่ต้องการแบ่งแยกดินแดนถึงจะมีจริงแต่มีน้อยมาก และมีพื้นที่การทำงานแค่ 3จังหวัดชายแดนภาคใต้เท่านั้น ไม่ได้ต้องการอะไรมาก และกลุ่มเหล่านั้นก็มีความชัดเจนว่าจะปกครองตัวเองอยู่ภายใต้พระบรมโพธิสมภารของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และภายใต้รัฐธรรมนูญไทย แต่เรากลับไปทำให้เกิดความขัดเคืองกันเองเท่านั้น
"ส่วนตัวได้ลงพื้นที่ชายแดนภาคใต้หลายครั้ง ก็อยากให้ประชาชนในพื้นที่เข้าใจว่าการแก้ไขปัญหาสำเร็จยากและอาจมีการเสียเลือดเนื้อมากขึ้น เพราะมีบางฝ่ายบอกว่าระดับความรุนแรงในภาคใต้ของไทยมีความรุนแรงยิ่งกว่าสถานการณ์ในประเทศอัฟกานิสถาน" พล.อ.ชวลิต กล่าว
แหล่งข่าวจากเจ้าหน้าที่ตำรวจตระเวนชายแดนกองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดนภาค 4 (ตชด.ภาค 4) อดีตหน่วยรบขนาดเล็กที่ผ่านสมรภูมิสู้รบกับอดีตพรรคคอมมิวนิสต์ (พคท.) พรรคคอมมิวนิสต์มลายา (พคม.) และผู้ก่อความไม่สงบ เปิดเผยว่า ขอแนะแนวทางในการสู้รบกับกองกำลังติดอาวุธและแนวร่วมขบวนการก่อความไม่สงบจังหวัดจังหวัดชายแดนภาคใต้ ด้วยการจัดตั้งหน่วยเจ้าหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อยประจำถิ่น เพื่อบรรจุเป็นข้าราชการขึ้น โดยเป็นกำลังพลท้องถิ่นที่รับสมัครจากคนในภูมิลำเนาในหมู่บ้านนั้นๆ โดยทางการเปิดรับสมัครจากผู้มีคุณสมบัติที่จะสอบเป็นข้าราชการได้ แล้วบรรจุเข้าเป็นเจ้าหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อยประจำถิ่น
โดยผู้สมัครสอบจะต้องสอบผ่านทั้งข้อเขียนและสอบสัมภาษณ์ เมื่อสอบผ่านแล้วจะต้องมีผู้รับรองจำนวน 4คน เช่น ผู้นำศาสนา ผู้นำท้องถิ่น หรือผู้นำทางธรรมชาติ แล้วให้มีการฝึกอบรมหลักสูตรตามที่กำหนดเพื่อเข้ารับราชการ โดยให้มีการทดลองงาน 2ปี ก่อนที่จะได้รับการบรรจุเป็นข้าราชการ นอกนั้นให้มีการสำรองผู้สอบได้ไว้ร้อยละ 20หากเมื่อผ่านกำหนด 2ปี พิจารณาแล้วว่าผ่านหลักเกณฑ์ จะได้บรรจุเป็นข้าราชการ โดยจะได้รับการตอบแทน สวัสดิการ ที่เหนือกว่าข้าราชการทั่วไป ส่วนผู้รับรองเจ้าหน้าที่รักษาความสงบประจำถิ่นทั้ง 4คน จะต้องมีการรับผิดชอบในระหว่างที่เจ้าหน้าที่ทดลองงานระยะเวลา 2ปี หากมีการก่อคดีอาญาโดยเจตนา ยกเว้นคดีโดยประมาทเท่านั้น
แหล่งข่าวกล่าวอีกว่า สำหรับคณะกรรมการการสอบรับสมัครเจ้าหน้าที่รักษาความสงบประจำถิ่น ก็จะเป็นคนในท้องถิ่นนั้น ที่มีจิตวิญญาณรักประเทศไทย ระบอบประชาธิปไตย ที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และต้องมีความเป็นธรรมสูงสุด และผู้สมัครสอบก็จะต้องมีจิตใจรักท้องถิ่นภูมิลำเนา มีความรู้ ความสามารถ และเป็นคนดีเรียบร้อย
“เอาคนที่เกิดในหมู่บ้านนั้น ทำงานในหมู่บ้านนั้น ย่อมรู้ปัจจัยปัญหาต่างๆ ทั้งหมด ได้ดีกว่าคนที่มาจากที่อื่นๆ และคนในหมู่บ้าน จะรู้จักกันทั้งหมู่บ้าน รู้เขา รู้เรา ย่อมแก้ไขปัญหาได้ และสามารถแก้ไขปัญหาความไม่สงบได้มากมาย สำหรับหน่วยงานนี้จะจัดรูปแบบ และขึ้นตรงต่อการบังคับบัญชา โดยให้แต่ละจังหวัดมีประมาณ 5,000นาย จะประหยัดกำลังและงบประมาณได้อีกจำนวนมาก" แหล่งข่าว ตชด.ภ.4กล่าว
เตือนคาร์บอมบ์หาดใหญ่
ขณะที่หน่วยข่าวด้านความมั่นคงแจ้งเตือนให้เฝ้าระวังรถยนต์ต้องสงสัยจำนวน 5คัน ที่อาจจะนำมาก่อเหตุในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ หลังได้รับรายงานว่ามีการแปลงสภาพโดยการพ่นสีใหม่ โดยให้ตรวจสอบรถที่อยู่ในข่ายต้องสงสัยอย่างละเอียด ทั้งเอกสารคู่มือรถ เลขแชสซี และป้ายทะเบียน รวมทั้งผู้ครอบครองว่าตรงกันหรือไม่
มาตรการป้องกันการเข้ามาก่อเหตุสร้างสถานการณ์รุนแรงในพื้นที่ จ.สงขลา ล่าสุด หน่วยข่าวด้านความมั่นคงได้แจ้งเตือนให้กำลังเจ้าหน้าที่ทุกหน่วยเฝ้าระวังและตรวจสอบรถยนต์ต้องสงสัยจำนวน 5คัน ที่ใช้ประกอบคาร์บอมบ์และอาจนำมาใช้ก่อเหตุในพื้นที่ อ.หาดใหญ่
ประกอบด้วย รถยนต์กระบะอีซูซุ ดีแมคซ์ ตอนเดียว, รถยนต์กระบะโตโยต้า วีโก้ สีบรอนซ์ แบบสี่ประตู, รถยนต์กระบะโตโยต้า วีโก้ แบบแค็บ สีบรอนซ์ทอง, รถยนต์กระบะมิตซูบิชิ ตอนเดียวสีดำ และรถยนต์เก๋ง มิตซูบิชิ สีแดง หลังได้รับรายงานว่ามีการแปลงสภาพรถโดยการพ่นสีใหม่เพื่อตบตาเจ้าหน้าที่เพื่อให้ยากต่อการสังเกต และสวมป้ายทะเบียนปลอมที่ทำขึ้นมาใหม่ หลังจากที่เจ้าหน้าที่พยายามติดตามรถทั้ง 5คัน
โดยหลังมีการแจ้งเตือน ทางกองกำลังเจ้าหน้าที่ทั้งทหาร ตำรวจ และ อส. ซึ่งได้ตั้งจุดตรวจอยู่บริเวณรอบๆ ตัวเมืองหาดใหญ่ ได้เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบรถที่อยู่ในข่ายต้องสงสัยที่มีการแจ้งเตือนทุกคันอย่างละเอียด ทั้งการตรวจสอบเอกสารคู่มือรถ เลขแชสซี และสภาพตัวถัง รวมทั้งป้ายทะเบียนรวมถึงผู้ครอบครองว่าตรงกันหรือไม่ และยังคงมีมาตรการคุมเข้มพื้นที่หาดใหญ่ทั้งในย่านเศรษฐกิจการค้าเส้นทางขาเข้า ทั้งถนนสายหลักและสายรอง รวมทั้งส่วนราชการและสถานีขนส่ง เนื่องจากอยู่ในช่วงสัปดาห์สุดท้ายของเดือนรอมฎอน ซึ่งได้มีการแจ้งเตือนให้เฝ้าระวังเป็นพิเศษ
สำหรับเหตุรุนแรงในพื้นที่ยังมีต่อเนื่อง เมื่อ 17.45น. พ.ต.ท.ชนะศักดิ์ อินท์ทองแก้ว สารวัตรสืบสวน สภ.หนองจิก จังหวัดปัตตานี รับแจ้งเกิดเหตุ จยย.บอมบ์ ใกล้สะพานบนถนนสาย 418ปัตตานี–ยะลา ม.7บ้านแม่โอน ต.คอลอตันหยง อ.หนองจิก จ.ปัตตานี ตรวจสอบที่เกิดเหตุ พบซากรถจักรยานยนต์ฮอนด้าเวฟ สีน้ำเงิน ถูกพ่นทับสีดำ ไม่ทราบหมายเลขทะเบียน และชิ้นส่วนระเบิด, สะเก็ดระเบิดกระจัดกระจายไปทั่ว
ห่างไปประมาณ 2กม. พบรถยนต์อีซูซุ ดีแมคซ์ ตอนครึ่ง สีน้ำเงิน ถูกสะเก็ดระเบิดเป็นรูได้รับความเสียหาย มีผู้บาดเจ็บ 3นาย ทราบชื่อว่า ร.อ.อำนวย เพียรดี อายุ 25ปี หัวหน้าชุดร้อย ทหารพราน ฉก.ปัตตานี 25อ.ยะรัง จ.ปัตตานี, อาสาสมัครทหารพรานชัยชนะ เนียมแทน อายุ 22ปี และอาสาสมัครทหารพรานตรีเนตร หาญแก้ว อายุ 22ปี ทั้ง 3คนมีบาดแผลถูกสะเก็ดระเบิดบริเวณด้านหลัง แขน บาดเจ็บเล็กน้อย
สอบสวนทราบว่า ทหารชุดดังกล่าว มี ร.อ.อำนวย เป็นหัวหน้าชุด และเป็นคนขับรถ พาลูกน้องรวม 5นาย ซึ่งเป็นอาสาสมัครทหารพรานไปสอบนายสิบ ที่กองพลทหารราบที่ 15ตรงข้ามค่ายอิงคยุทธบริหาร ต.บ่อทอง อ.หนองจิก จ.ปัตตานี หลังจากเสร็จสอบได้นำลูกน้องกลับฐาน ระหว่างทางมาถึงที่เกิดเหตุ ได้มีคนร้ายไม่ทราบจำนวนนำระเบิดแสวงเครื่องบรรจุในท่อดับเพลิงขนาดเล็ก น้ำหนักประมาณ 2กก. บรรจุในรถ จยย.เป็น จยย.บอมบ์ ตั้งไว้ริมถนนก่อนหน้านั้นแล้ว เมื่อรถทหารพรานคันเกิดเหตุขับผ่าน คนร้ายได้กดชนวนด้วยวิทยุสื่อสาร ทำให้เกิดระเบิดขึ้น แรงระเบิดทำให้บาดเจ็บดังกล่าว
ทั้งนี้ จยย.บอมบ์เกิดเหตุเป็นรายที่ 2 แล้ว ซึ่งก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 11 พ.ค. คนร้ายได้นำ จยย.บอมบ์มาวางไว้แล้วกดชนวนระเบิด ทำให้ตำรวจชุดเก็บกู้วัตถุระเบิดบาดเจ็บ 4 นาย.
สำรวจความคิดเห็น
Loading...
สถิติการเข้าชมสูงสุด
1. นปช.ออกแถลงการณ์ 4 ข้อจี้เร่งแก้ รธน.
2. "ทักษิณ" สไกป์ ตั้งรางวัลนำจับเผาเซ็นทรัลเวิลด์ 10..
3. คมนาคมเล็งไฟเขียวค่าแท็กซี่มิเตอร์
4. คลังเร่งหาแนวทางเก็บภาษีเพิ่ม
5. พลังงานจ่อรื้อค่าการตลาดน้ำมัน
7. เอสเอฟแจงค่าตั๋วขึ้นตามภาวะเศรษฐกิจ
8. รุมจวกเวทีถกน้ำอาเซียน เมินผลกระทบสวล.-ชุมชน
1. ศาลรธน.นัด 1 พ.ค.ประชุม คาดปม'สส.-สว.'ไม่รับหนังสื..
2. เฮ!ค่าไฟฟ้าพ.ค.ลด5สต. รับอานิสงส์บาทแข็ง คืนหนี้กฟ..
3. สอบครูผู้ช่วยส่อทุจริตชัด ก.ค.ศ.ให้สอบใหม่ 509 คน
4. ธปท.ขาดทุนสะสม 4.42 แสนล้าน เปิดงบดุลปี 55 เสียทีค..
5. "ปลอดประสพ" เผยไม่ทราบข่าว "ดร.รอยล" ลาออกจากกบอ. ..
6. จับตา! แก้รธน.รายมาตรา เงื่อนระเบิดเวลา หากสุกงอม
7. หากการเจรจาไม่ครอบคลุมทุกกลุ่ม สันติภาพก็ยังรางเลื..
8. เปิดปมเรื้อรังทิ้งขยะพิษ-กากอุตฯ คพ.เอาผิดไม่ได้เพ..





