ชำแหละผลงาน1ปีรัฐบาล'ปู' แก้เศรษฐกิจไม่โดนใจชาวบ้าน
Date : 2012-08-06 10:10:07
เผยแพร่โดย ศูนย์ข่าวอาร์เอสยูนิวส์

เดลินิวส์ / 6 ส.ค. 2555 รัฐบาล “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” เดินหน้าบริหารประเทศมาใกล้จะครบ 1 ปีในอีกไม่กี่วัน ท่ามกลางปัญหาอุปสรรคสารพัด บางโครงการตอบสนองนโยบายชาวบ้านได้เป็นอย่างดี แต่อีกหลายโครงการกลับไปไม่ถึงไหน วันนี้ “เดลินิวส์” ได้รวบรวมนโยบายที่รัฐบาลได้หาเสียงกับพี่น้องประชาชนไว้ว่า ครบรอบ 1 ปีแล้ว นโยบายด้านเศรษฐกิจของรัฐบาลโดนใจชาวบ้านมากน้อยเพียงใด
ชะลอเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมัน
หลังจากที่รัฐบาลได้กางนโยบายแถลงต่อรัฐสภาในวันที่ 23 ส.ค.54 ถัดมาเพียงไม่กี่วันรัฐบาลได้เดินหน้านโยบายแรกทันทีตามคำมั่นสัญญาคือ การชะลอการเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเป็นการชั่วคราว ส่งผลให้ขณะนั้นราคาน้ำมันขายปลีกภายในประเทศลดฮวบลงมาถึง 7-8 บาทต่อลิตร ทำให้ประชาชนต่างเฮโลกันเติมน้ำมันกันแทบหมดปั๊ม หลังจากต้องใช้น้ำมันแพงมาอย่างต่อเนื่อง แต่คล้อยหลังมาไม่นานก็ต้องยอมทบทวน เพราะสถานะกองทุนติดลบมาก จนกระทบต่อภารกิจการอุ้มค่าก๊าซแอลพีจี ประกอบกับราคาน้ำมันในตลาดโลกผันผวนจากเหตุการณ์ความไม่สงบในประเทศฝั่งตะวันออกกลาง ทำให้รัฐบาลไม่มีทางเลือกจนสุดท้ายต้องทยอยเก็บเงินเข้ากองทุนเพื่อพยุงฐานะเงินกองทุนให้อยู่รอด ส่งผลให้ราคาน้ำมันทยอยปรับขึ้นมามีราคาสูงจนถึงทุกวันนี้
บ้านหลังแรก-รถยนต์คันแรก
ปั้นฝันให้กับผู้ที่มีรายได้น้อย ที่อยากมีที่อยู่อาศัยเป็นของตัวเองกับโครงการบ้านหลังแรก ผ่านธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ที่จัดเงินวางไว้กว่า 20,000 ล้านบาท ให้ผู้ที่สนใจกู้เงินไปเพื่อซื้อบ้านใหม่ราคาไม่เกิน 1 ล้านบาท ดอกเบี้ย 0% ใน 3 ปีแรก แต่เหมือนไม่ค่อยมีคนสนใจเข้าโครงการ เพราะในพื้นที่กรุงเทพฯคงหาบ้านราคาไม่เกิน 1 ล้านบาทได้น้อยเต็มที และหากประชาชนจะซื้อบ้านมือสองก็ไม่เข้าเงื่อนไขและกู้เงินไม่ได้ ทำให้กระทรวงการคลังเตรียมแก้เงื่อนไขปรับเพิ่มวงเงินขึ้น เพื่อเสนอ ครม.ในไม่ช้านี้
ส่วนโครงการรถยนต์คันแรก ถือเป็นโครงการที่กระตุ้นให้ประชาชนที่อยากมีรถยนต์ตัดสินใจซื้อกันอย่างไม่ลังเล เพราะจะมีการคืนเงินภาษีให้สูงสุดถึง 100,000 บาท และยังช่วยกระตุ้นยอดการผลิตรถยนต์ได้เพิ่มมากขึ้นหลายเท่าตัว ซึ่งปัจจุบันมีผู้ยื่นขอใช้สิทธิฯ ขอคืนภาษีกับกรมสรรพสามิตแล้วถึง 93,833 ราย และยังคงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ หลังจากที่รัฐบาลขยายระยะเวลาในการรับส่งมอบรถยนต์แบบไม่จำกัดระยะเวลาออกไป
ฟื้นโครงการจำนำข้าวส่อทุจริตอื้อ
ทันทีที่รัฐบาลประกาศว่าจะฟื้นโครงการรับจำนำข้าว แทนการประกันรายได้เกษตรกร พร้อมประกาศราคารับจำนำสูงสุดในประวัติศาสตร์ ข้าวเปลือกเจ้า 15,000 บาทต่อตัน และข้าวเปลือกหอมมะลิ 20,000 บาทต่อตัน แทนที่เกษตรกรจะได้เฮ แต่กลับเป็นพวกที่คอยหาผลประโยชน์ส่งเสียงเฮดังกว่า เพราะนับตั้งแต่เริ่มจำนำเดือน ต.ค. 54 ถึงปัจจุบันพบความไม่ชอบมาพากลเรื่องการสวมสิทธิ ทำให้เกษตรกรตัวจริงได้รับประโยชน์ไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย อีกทั้งในช่วงเกิดน้ำท่วมเมื่อปลายปีก็ทำให้ข้าวเสียหายจำนวนมาก จนทำให้นาปีมีข้าวเข้าโครงการเพียง 6.9 ล้านตันลดลงเกินครึ่งจากเป้าที่ตั้งไว้
ขณะเดียวกันการบริหารจัดการข้าวที่รับเก็บเข้ามาอยู่ในสต๊อกก็มีความสุ่มเสี่ยงที่จะขาดทุนครั้งใหญ่ เพราะได้รับการยืนยันล่าสุดว่าข้าวส่วนหนึ่งก็เตรียมไว้ระบายขายออกต่างประเทศในรูปแบบรัฐบาลต่อรัฐบาล ที่รัฐบาลยอมขายในราคาที่ต่ำกว่าทุน โดยอยู่ระหว่างการพิจารณาราคาที่คิดว่าน่าจะเหมาะสมที่สุด ขณะที่ข้าวอีกส่วนหนึ่งก็จะขายในประเทศ ซึ่งเป็นไปได้อีกเช่นกันที่จะระบายต่ำกว่าทุน ซึ่งเรื่องนี้ต้องคอยติดตามดูว่าเป็นอย่างไร หากผลลัพธ์ออกมาขาดทุนเละเทะ การที่ดึงดันทำโครงการต่อไปคงไม่ส่งผลดีอย่างแน่นอน
ขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ เงินเดือนป.ตรี
เป็นนโยบายประชานิยมที่สร้างความหวังให้ผู้ที่มีรายได้น้อยทั้งประเทศที่จะมีเงินในกระเป๋าเพิ่มขึ้นกับการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำเป็นวันละ 300 บาท ซึ่งล่าสุดก็ได้นำร่องไปแล้ว 7 จังหวัด เมื่อวันที่ 1 เม.ย. 55 ที่ผ่านมา และเมื่อวันแรงงานที่ผ่านมา นายกฯยิ่งลักษณ์ก็ประกาศคำมั่นสัญญาต่อผู้ใช้แรงงานด้วยว่า จะปรับขึ้นค่าแรงให้ครบทุกจังหวัดภายในปี 56 นี้อย่างแน่นอน แต่สิ่งที่ต้องติดตามกันต่อไป คือการผลักดันครั้งนี้จะทำให้ผู้ใช้แรงงานต้องฝันค้างหรือไม่ เพราะผู้ประกอบการส่วนใหญ่ที่เป็นเอสเอ็มอี คงได้รับผลกระทบกับต้นทุนค่าจ้างที่เพิ่มนี้ทำให้ไม่สามารถปรับตัวได้ ขณะเดียวกันจากเหตุการณ์น้ำท่วมเอสเอ็มอีหลายรายก็สิ้นเนื้อประดาตัว และสุดท้ายหากจะขึ้นค่าจ้างมาซ้ำเติมอีก ต่อไปคงเกิดการตกงานกันเป็นแถวอย่างแน่นอน
นอกจากนี้ในกลุ่มผู้ที่จบการศึกษาแบบปริญญาตรีที่ทำงานราชการและรัฐวิสาหกิจก็มีการปรับขึ้นเงินค่าครองชีพให้ได้เดือนละ 15,000 บาทแล้ว แต่ก็ไม่ใช่เงินเดือนแท้ ๆ เพราะคงต้องรอปรับฐานเงินเดือนในปีต่อ ๆ ไป ขณะเดียวกันกลุ่มนักศึกษาจบใหม่บางแห่งที่ไม่ใช่งานราชการก็ไม่ได้รับเงินเดือนถึง 15,000 บาท ซึ่งแนวทางแก้ไขก็คงต้องดูมาตรการรัฐบาลอีกครั้งว่าจะเข้าไปดูแลอย่างไร
ลดภาษีเงินได้นิติบุคคลเหลือ 23%
เป็นการดำเนินนโยบายที่สอดคล้องกับการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ เพื่อลดผลกระทบให้กับผู้ประกอบการ โดยเมื่อวันที่ 1 ม.ค.55 ก็ได้เริ่มปรับลดลงจากเดิมที่เก็บ 30% เป็น 23% และปรับลดลงเหลือ 20% ในปี 56 นี้ โดยการดำเนินการดังกล่าวยังเป็นการเตรียมพร้อมรองรับการเปิดประชาคมอาเซียนที่จะถึงในอีก 3 ปีข้างหน้านี้ด้วย แต่ก็คงต้องติดตามด้วยว่างบประมาณของรัฐที่หายไปจะส่งผลต่อการดำเนินนโยบายในอนาคตด้วยหรือไม่
ใส่เงินเอสเอ็มแอล-กองทุนหมู่บ้าน
รื้อโครงการพัฒนาศักยภาพของหมู่บ้านและชุมชน (เอสเอ็มแอล) ขึ้นมาปัดฝุ่นอีกครั้ง โดยเริ่มใส่เงินให้หมู่บ้านตามขนาด แบ่งเป็น หมู่บ้านขนาดเล็ก 300,000 บาท กลาง 400,000 บาท และใหญ่ 500,000 บาทแล้ว กระจายทั่วประเทศ 80,000 ชุมชน ซึ่งจากการดำเนินงานล่าสุดพบการทุจริตมีปัญหาการแอบแฝงเข้ามาหาผลประโยชน์ของคนบางกลุ่ม โดยมีการทำบัญชีปลอม และตั้งคณะกรรมการปลอม และตอนนี้รัฐบาลได้สั่งให้ระงับการโอนเงินลงไปแล้ว ทำให้หลายชุมชนก็ไม่ได้รับการจัดสรรเงินลงไปด้วย ขณะที่นโยบายกองทุนหมู่บ้าน ถือว่าเป็นหนึ่งนโยบายที่มีประโยชน์กับประชาชนอย่างแท้จริง มาครั้งนี้ได้เพิ่มเงินเข้าไปอีกเป็น 2 ล้านบาทต่อหมู่บ้าน และต่อไปจะมีการขยายการทำงานให้เหมือนระบบธนาคารพาณิชย์ สามารถกู้เงิน ฝากเงินได้ ซึ่งเชื่อว่าจะสามารถสร้างความแข็งแกร่งให้กับหมู่บ้านได้มากขึ้น
นอกจากนี้ยังมีอีกหนึ่งกองทุนคือ กองทุนตั้งตัวได้ ถือเป็นนโยบายล่าสุดที่ได้รับการอนุมัติจากครม.ก่อนที่การทำงานจะครบรอบ 1 ปี โดยกระทรวงศึกษาธิการจะรับเป็นแม่งานจัดงบประมาณรวม 40,000 ล้านบาท ดำเนินการในช่วง 4 ปี ให้เงินกู้นักศึกษาจบใหม่กู้เงินไปประกอบกิจการตัวเอง ซึ่งจะต้องจับตาดูกันต่อไปว่าจะประสบผลสำเร็จมากน้อยแค่ไหน
นี่เป็นเพียงผลงานส่วนหนึ่งของรัฐบาล ที่แม้ว่าได้ทำอะไรหลายอย่าง แต่ดูเหมือนว่ายังไม่เข้าตาชาวบ้าน เพราะทุกอย่างถูกตั้งคำถามเรื่องการทุจริต ทั้งที่บางโครงการยังไม่ได้ทำด้วยซ้ำไป ขณะที่การดูแลปัญหาปากท้องประชาชน ยังติดหล่มปัญหาของแพงทั้งเมือง
เมื่อก้าวขึ้นสู่ปีที่ 2...ของรัฐบาล คงต้องจับตาดูกันต่อไปว่ารัฐบาลจะเข็นโครงการออกมาโดนใจชาวบ้านมากน้อยเพียงใด!.
วสวัตติ์ โอดทวี
เจ้าสัวซีพีให้รัฐบาลสอบผ่าน
“ธนินท์ เจียรวนนท์” ประธานกรรมการ และประธานคณะผู้บริหาร เครือเจริญโภคภัณฑ์ บอกว่า ผลงาน 1 ปีของรัฐบาลชุดนี้ถือว่าสอบผ่าน เพราะหลังจากเข้ามาบริหารประเทศได้ไม่นาน ต้องเจอกับปัญหาน้ำท่วม ทำให้ส่วนหนึ่งต้องเสียเวลาไปกับการแก้ปัญหาน้ำท่วมที่เกิดขึ้น มองว่าหากสิ่งใดที่ไม่ดีต้องแก้ไขก่อน และเมื่อฝ่ายใดมองว่าเรื่องไหนไม่ดี ต้องมีข้อเสนอแนะหรือให้คำแนะนำด้วย เพราะไม่เช่นนั้นอาจเสียหายได้
อย่างไรก็ตาม มองว่านโยบายต่าง ๆ ของรัฐบาลนั้น ยังไม่ใช่โครงการประชานิยมเต็มตัว หรือถือว่ายังไม่ได้ใช้เลยด้วยซ้ำไป เนื่องจากหากจะเป็นโครงการประชานิยมต้องเป็นแบบนายบารัค โอบามา ประธานาธิบดีของสหรัฐที่มีการทำประกันชีวิตให้ประชาชนทั้งหมด ส่วนการแก้ปัญหาคอร์รัปชั่นในประเทศนั้น ต้องปรับระบบราชการไทย และแก้ที่รายได้ เช่น ข้าราชการตำรวจต้องมีการเพิ่มรายได้ให้เขาพอใจ
“มองว่าโครงการรับจำนำข้าวดีกว่าการประกันราคา เพราะหากถึงเวลาที่ข้าวมีราคาดีเกษตรกรก็สามารถนำมาขายได้ ส่วนการประกันถือเป็นการกำหนดราคาตายตัว แต่การรับนำจำของรัฐบาลยังมีข้อเสีย ดังนั้น ต้องปรับเงื่อนไขที่รัฐรับจดทะเบียนเกษตรกร เพราะมีโอกาสเกิดการโกงขึ้นได้ โดยอาจเป็นรูปแบบที่ไม่ต้องจดทะเบียน หากใครนำข่าวมาขายรัฐก็รับซื้อรวมถึงให้ผู้ที่มีโกดังข้าวที่ดีเป็นผู้มาดูแล”
ชี้ต้องมีอะไรให้มากกว่านี้
“สมพล เกียรติไพบูลย์” ประธานกรรมการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) บอกว่า ไม่อยากให้ประเมินว่ารัฐบาลชุดนี้สอบผ่านหรือไม่ หลังได้บริหารประเทศมาครบรอบ 1 ปีแล้ว โดยที่ผ่านมาถือว่าทุกอย่างของประเทศไทยพอไปได้ แต่ควรมีอะไรที่ดีกว่านี้ เนื่องจากปัจจุบันตลาดโลกมีวิกฤติหลายเรื่อง แต่อยากให้มองว่าทุกวิกฤติมีโอกาสเสมอ ดังนั้น ใครที่เปลี่ยนวิกฤติเป็นโอกาสได้ก็จะดีขึ้น
“ทุกภาวะวิกฤติมีโอกาสเสมอ ใครที่เปลี่ยนวิกฤติเป็นโอกาสได้ทุกอย่างก็จะดีขึ้น จึงไม่อยากให้กลัวภาวะวิกฤติต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น นอกจากนี้ มองว่าประเทศไทยมีศักยภาพในการแข่งขันได้ เห็นได้จากที่ผ่านมาเราสามารถปรับวิกฤติต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นให้กลายเป็นโอกาสได้ ดังนั้น จึงอย่ามัวนึกถึงวิกฤติโดยไม่หาทางออก”
อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันเราติดกับดักคำ 3 คำ คือ มองในกรอบมากกว่าสาระ, มองปริมาณมากกว่าคุณภาพ และมองปัญหาเฉพาะหน้ามากกว่ายุทธศาสตร์ ดังนั้นเราต้องคำนึงเรื่องดังกล่าว รวมถึงหาทางออกด้วย
ชาวบ้านจี้ดูแลให้ทั่วถึง
“นิรุจ ไพบูลย์” พนักงานโรงงานกระดาษ บริษัท เอเชียคราฟท์เปเปอร์ จังหวัดสมุทรสาคร บอกว่า นโยบายของรัฐบาลหลายอย่างก็น่าพอใจ โดยเฉพาะการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำให้ 300 บาท ซึ่งจังหวัดสมุทรสาครเป็นจังหวัดหนึ่งที่มีโรงงานเยอะและยังเป็นจังหวัดที่นำร่องขึ้นค่าจ้างไปแล้วเมื่อวันที่ 1 เม.ย.ที่ผ่านมา นอกจากนี้ยังอยากให้รัฐบาลมาดูแลเรื่องของเงินเดือนคนที่จบปวช. ปวส.และปริญญาตรี ที่ทำงานกับเอกชนด้วย เพราะกลุ่มผู้ใช้แรงงานเหล่านี้ไม่ได้ปรับขึ้นค่าแรงเหมือนภาคราชการที่ปรับขึ้นไปก่อนหน้านี้ ซึ่งเหมือนเป็นการสร้างความเหลื่อมล้ำเกี่ยวกับรายได้ที่เกิดขึ้นด้วย
ทั้งนี้รัฐบาลควรออกมาตรการออกมาอย่างชัดเจน และต้องประกาศออกมาให้เป็นรูปธรรม เพื่อช่วยเหลือกลุ่มผู้ที่ไม่ได้รับค่าแรงในกลุ่มดังกล่าวนี้ และจะเป็นหลักประกันในการประชอบอาชีพ ซึ่งยังไม่รวมถึงเรื่องการกดขี่ค่าแรงจากนายจ้างอีก เพราะที่ผ่านมาเห็นผู้ที่จบปริญญาตรีหลายราย ได้ค่าแรงไม่ต่างจากค่าแรงขั้นต่ำด้วยซ้ำ ดังนั้นหากมองว่าจะช่วยสร้างคุณภาพชีวิตของคนกลุ่มนี้อย่างไร คงแก้ได้หากตั้งใจที่จะเข้ามาช่วยเหลือด้วยความจริงใจ
สำรวจความคิดเห็น
Loading...
สถิติการเข้าชมสูงสุด
1. ‘กฟน.’ส่อบ้อท่า ทวงค่าใช้ไฟฟ้า แดงโบ้ยห้างผิด
2. นายกฯรับเจ๊งจำนำข้าว จ่อลดราคารับจำนำ!
3. ดีเดย์ 1 ก.ค.56 หั่นจำนำข้าว เหลือ 1.2 หมื่น/ตัน
4. ชาวนารับไม่ได้ลดจำนำเหลือ 12,000บาท/ตัน
5. 'อัมมาร' อัด 'นายก' ไม่รู้เจ๊งจำนำข้าวเท่าไร
6. จำนำข้าวปีแรกเจ๊ง 1.3 แสนล้าน แล้วปีที่ 2?
7. ‘ความวัว’ไม่ทันหาย‘ความควาย’ก็เข้ามา
8. ปรับครม."เปลี่ยนคน"...ไม่เปลี่ยนก๊วน!
1. “ไอ้บอล” ยอมรับรัดคอฆ่า “เอกยุทธ” ตร.คุมเพื่อน 2 ค..
2. เตือนอวบแต่เด็กเสี่ยงอ้วนจนแก่ 80%
3. เปิด “สังศิต” หน้ากากขาว สะท้อนปัญหารัฐบาล
4. ทนายเชื่ออุ้มฆ่า “เอกยุทธ” โยงการเมือง
5. จากกบฏ 9 กันยาฯ ถึงหลังรัฐประหาร 19 กันยาฯ
6. “ทนุศักดิ์” ลั่น ฟันไม่เลี้ยง ขรก. เอี่ยว คดี 30 บ..
7. มัดกรมสรรพากร “หุ้นใหญ่”บริษัทขอคืนภาษี 3.6 พันล.ท..
8. “กรณ์” โพสต์FB ชี้ต่างชาติถอนทุนทำบาทอ่อน
1. นปช.ออกแถลงการณ์ 4 ข้อจี้เร่งแก้ รธน.
2. "ทักษิณ" สไกป์ ตั้งรางวัลนำจับเผาเซ็นทรัลเวิลด์ 10..
3. คมนาคมเล็งไฟเขียวค่าแท็กซี่มิเตอร์
4. คลังเร่งหาแนวทางเก็บภาษีเพิ่ม
5. พลังงานจ่อรื้อค่าการตลาดน้ำมัน
7. เอสเอฟแจงค่าตั๋วขึ้นตามภาวะเศรษฐกิจ
8. รุมจวกเวทีถกน้ำอาเซียน เมินผลกระทบสวล.-ชุมชน





