แบงก์ชาติ ชง 2 แนวทางลดขาดทุน-เพิ่มรายได้ เสนอบอร์ด

Date : 2012-07-30 09:38:58

เผยแพร่โดย ศูนย์ข่าวอาร์เอสยูนิวส์

 

ไทยรัฐ / 30 ก.ค. 2555 แบงก์ชาติ ชง 2 แนวลดขาดทุน-เพิ่มรายได้ เสนอบอร์ด อนุญาตให้ลงทุนตราสารประเทศเกิดใหม่ที่เศรษฐกิจแกร่ง เรตติ้งดี แทนชาติตะวันตกที่เริ่มง่อย รวมทั้งแก้กฎหมายลงทุนในหุ้นได้ เชื่อแม้หุ้นมีความผันผวน หากบริหารดี ความเสี่ยงจะเท่าเดิม แต่ได้รับผลตอบแทนจากการนำทุนสำรองไปลงทุนสูงกว่า ขณะที่ปลายไตรมาส 3 ต่อไตรมาส 4 จะได้เห็นมาตรการไล่เงินไหลออกลอตแรก

 

เมื่อวันที่ 29 ก.ค.2555 นางผ่องเพ็ญ เรืองวีรยุทธ ผู้ช่วยผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สายตลาดการเงิน ซึ่งเป็นหนึ่งในคณะทำงานศึกษางบดุล และหาทางลดผลขาดทุนสะสมของ ธปท. ตามนโยบายของคณะกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทย (กกธ.) กล่าวว่า ธปท.ได้มีการศึกษาแนวทางการเพิ่มรายได้จากการนำทุนสำรองทางการระหว่างประเทศไปลงทุน และแนวทางลดผลขาดทุนสะสมของธปท.มาอย่างต่อเนื่อง โดยในส่วนการหารายได้เพิ่มนั้น แนวทางที่ ธปท.เสนอคณะทำงานชุดที่ได้รับมอบหมายจาก กกธ.ให้หาแนวทางล้างผลขาดทุน ซึ่งมีนายคณิศ แสงสุพรรณ เป็นประธานว่า ธปท.มีแนวคิดที่จะปรับการลงทุนของทุนสำรองทางการให้เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน และได้รับผลตอบแทนที่เพิ่มขึ้น ใน 2 แนวทาง

 

สำหรับแนวทางแรกการลงทุนในสินทรัพย์ หรือตราสารหนี้ซึ่ง ธปท.ทำได้อยู่แล้วตามกฎหมาย แต่ในขณะนี้มีข้อจำกัดจากการกำหนดเรตติ้งหรืออันดับความน่าเชื่อถือ ประเภทตราสารและพันธบัตรที่สามารถลงทุนได้ ว่าต้องเป็นของประเทศใด และมีเรตติ้งระดับใดบ้าง อย่างไรก็ตาม สถานการณ์วิกฤติในยุโรป และสหรัฐฯ ที่เกิดขึ้นต่อเนื่องมาหลายปี ทำให้ประเทศที่มีเรตติ้งในระดับที่ กกธ.กำหนดไว้ให้ ธปท.นำทุนสำรองไปลงทุนได้ มีเศรษฐกิจที่มีแนวโน้มแย่ลง มีอัตราผลตอบแทนการลงทุนในระดับต่ำมาก หรือตราสารบางประเภทมีผลตอบแทนที่ติดลบ

 

“ธปท.จึงอยากเสนอให้ กกธ.ชุดที่นายวีรพงษ์ รามางกูร เป็นประธานพิจารณาขยายประเทศและสินทรัพย์ที่จะนำทุนสำรองไปลงทุนได้ให้ สอดคล้องกับสถานการณ์ โดยขยายให้ ธปท.สามารถไปลงทุนในตราสารหรือพันธบัตรของประเทศในกลุ่มเกิดใหม่ ที่ยังมีความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจ มีการเติบโตในระดับสูง แม้ในปัจจุบันจะมีเรตติ้งต่ำกว่าที่ กกธ.กำหนดไว้ แต่แนวโน้มเรตติ้งกำลังจะเพิ่มขึ้น ซึ่งเราจะได้ผลตอบแทนการลงทุนที่สูงกว่าประเทศที่ลงทุนเดิม และหากคิดในด้านความเสี่ยง การลงทุนในประเทศเกิดใหม่ เศรษฐกิจดีที่แนวโน้มเรตติ้งกำลังเพิ่มขึ้น น่าจะดีกว่าลงทุนในประเทศที่เศรษฐกิจเริ่มอ่อนแอ และแนวโน้มเรตติ้งมีแต่ลดต่ำลง”

 

ทั้งนี้ การขอปรับการลงทุนในแนวทางแรกนี้เป็นอำนาจของกกธ.ที่จะพิจารณาขยายเพิ่มได้เลย เพราะอยู่ในอำนาจของ กกธ.อยู่แล้ว ส่วนแนวทางการปรับปรุงการลงทุนของ ธปท.แนวทางที่ 2 คือ การขยายการลงทุนของทุนสำรองทางการไปลงทุนในหุ้นที่มีความมั่นคงและตอบแทนดี ซึ่งส่วนนี้หากจะดำเนินการต้องแก้ไขกฎหมาย เพราะในขณะนี้ ตาม พ.ร.บ.ธปท.ยังไม่สามารถลงทุนในหุ้น หรือในกองทุนที่มีการลงทุนในหุ้นได้

 

“หลายคนอาจมองว่าตลาดหุ้นอาจจะมีความเสี่ยง แต่หากมีการพิจารณาเลือกประเทศที่มีเศรษฐกิจที่ยังขยายตัวดี และเลือกบริษัทที่มีผลการดำเนินการที่ดี รวมถึงลงทุนระยะยาว ตามสถิติจะได้รับผลตอบแทนที่ดีกว่า และ โอกาสขาดทุนน้อยมาก ขณะที่การลงทุนในตราสารหนี้ แม้ความผันผวนดูเหมือนไม่มากเท่า แต่โดยรวมแล้วให้ผลตอบแทนต่ำ ขณะที่ตลาดหุ้นอาจะดูผันผวนกว่า แต่ความเสี่ยงไม่ได้สูงมากอย่างที่คิด ซึ่งการลงทุนในหุ้นต่างประเทศนั้น ธปท.ได้มีแนวคิดมาตั้งแต่การขอแก้ไข พ.ร.บ.ธปท.ฉบับปี 2551 ว่า ขอเพิ่มให้ลงทุนในหุ้นได้ แต่สุดท้ายถูกตัดไปเพราะตอนนั้น ทางรัฐบาลอาจจะเห็นว่าเสี่ยงเกินไป แต่ในทางปฏิบัติแล้ว ถ้าลงทุนทั้งในหุ้น และตราสารหนี้ทั้ง 2 อย่าง ซึ่งเราสามารถบริหารให้ความเสี่ยงเท่าเดิมได้ แต่เรามีโอกาสที่จะได้ผลตอบแทนที่ได้จะสูงกว่าที่เราลงทุนอยู่ในขณะนี้ ซึ่งจะช่วยด้านรายรับของธปท.ได้"

 

ส่วนการลดดอกเบี้ยจ่าย จากสภาพคล่องที่ ธปท.ดูดซับอยู่ประมาณ 4.6 ล้านล้านบาทในปัจจุบันนั้น การออกไปลงทุนในต่างประเทศของบริษัทไทย ซึ่งมีโอกาสเพิ่มขึ้นในช่วงต่อไป รวมทั้งการลงทุนในระบบบริหารจัดการน้ำของประเทศ วงเงิน 3.5 แสนล้านบาท และโครงการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านต่างๆ วงเงิน 2.2 ล้านล้านบาทของรัฐบาล ซึ่งมีส่วนหนึ่งที่ต้องใช้สินค้า และเทคโนโลยีจากต่างประเทศ จะช่วยลดสภาพคล่องส่วนนี้ได้จำนวนมาก ซึ่งหากมีการลงทุนได้เร็วก็จะช่วยลดภาระการดูดซับสภาพคล่องของธปท.ให้ลดลง ได้เร็วขึ้นด้วย

 

ด้านนายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการ ธปท.กล่าวเพิ่มเติมว่า ใน 5 เดือนแรกของปีนี้มีบริษัทไทยนำเงินไปลงทุนขยายกิจการ หรือซื้อกิจการในต่างประเทศมากถึง 5,500 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และในอนาคต การเข้าสู่ประชาคมอาเซียน (เออีซี) จะช่วยให้การขยายกิจการหรือไปลงทุนซื้อกิจการในต่างประเทศของบริษัทไทยเพิ่มขึ้นในทิศทางที่ดี ซึ่งจะช่วยลดภาระการดูดซับสภาพคล่องของ ธปท.ในประเทศได้ นอกจากนั้น ในช่วงไตรมาสที่ 3 ต่อไตรมาสที่ 4 ที่จะถึงนี้ คาดว่าฝ่ายตลาดการเงินจะเริ่มทยอยออกมาตการผ่อนคลายเงื่อนไขการนำเงินไหลออกนอกประเทศ ระยะที่ 1 ซึ่งเป็นการขยายวงเงิน และเพิ่มประเภทผู้เล่นในส่วนที่ ธปท.เคยอนุญาตให้นำเงินออกให้มากขึ้น และสะดวกขึ้น

 

อย่างไรก็ตาม ภายใต้สถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่มีความผันผวน เงินทุนไหลเข้าออกอย่างรวดเร็ว ตนได้สั่งการไปยังสายตลาดเงินว่า ให้ผ่อนคลายการนำเอาเงินออกนอกประเทศได้ แต่ต้องไม่ให้หลุดมือไป จะต้องมีก๊อกไว้ปิดเปิดเพื่อรองรับหากเกิดสถานการณ์การไหลออกของเงินทุน ที่มากกว่าที่คาดไว้ด้วย.

สำรวจความคิดเห็น

Loading...

สถิติการเข้าชมสูงสุด