'อาเซียน' พระเอกจำเป็นยุคจีน-อินเดียอัสดง

Date : 2012-07-13 09:46:23

เผยแพร่โดย ศูนย์ข่าวอาร์เอสยูนิวส์

 

กรุงเทพธุรกิจ / 13 ก.ค. 2555 "อาเซียน" ทำท่าจะผงาดขึ้นมานั่งในใจนักลงทุน ยามที่เศรษฐกิจจีน-อินเดียเข้าสู่ยุคอัสดง แต่ต้องจับตาว่าจะรักษาโมเมนตัมนี้ไว้ได้หรือไม่

 

"รอยเตอร์ส" ตั้งข้อสังเกตว่า เวลาเพียงสิบกว่าปีหลังวิกฤตการเงินในเอเชีย ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรืออาเซียน กลายเป็นแหล่งปลอดภัยของบรรดานักลงทุนต่างชาติที่ชมชอบเดิมพันเสี่ยงๆ แต่เริ่มยี้ตลาดจีนและอินเดีย หันไปใส่เงินเข้าตลาดที่มีความยืดหยุ่นมากขึ้นในช่วงที่เศรษฐกิจโลกอยู่ในภาวะมืดมน

 

ไม่เพียงแต่นักลงทุนระยะสั้นที่สนใจตลาดหุ้นและตลาดพันธบัตรอาเซียน แต่ยังรวมถึงนักลงทุนระยะยาวที่เปลี่ยนใจมายังตลาดแห่งนี้ที่มีประชากร 600 ล้านคน ซึ่งสะท้อนความเชื่อมั่นที่มากขึ้น เห็นได้ตัวเลขการลงทุนจากต่างชาติที่พุ่งทำสถิติใหม่ๆ

 

ข้อมูลจาก "ลิปเปอร์" ระบุว่า สินทรัพย์ที่บริหารโดยกองทุนรวมและกองทุนอีทีเอฟจากต่างประเทศ ซึ่งเน้นไปยังตลาดอาเซียน เพิ่มเป็นกว่า 2.6 หมื่นล้านดอลลาร์ ในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา โดยราว 4 ใน 5 เป็นสินทรัพย์ที่อยู่ในกองทุนบริหารเชิงรุก (actively-managed funds) ส่วนที่เหลือเป็นกองทุนอีทีเอฟระยะสั้น

 

แม้ระดับดังกล่าวจะลดลงตามทิศทางของดัชนีเอ็มเอสซีไอ ตลาดหุ้นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่ลดลง 5.6% ในเดือนเมษายน-มิถุนายน ซึ่งเป็นผลมาจากการชะลอตัวของตลาดโลก ทำให้นักลงทุนระมัดระวังมากขึ้น แต่ตัวเลขในเดือนมีนาคมก็ยังมากกว่าระดับต่ำสุดหลังวิกฤติการเงินในปี 2551 ถึงกว่า 3 เท่า เทียบกับกองทุนที่เน้นตลาดจีนและอินเดีย ที่เม็ดเงินลงทุนดังกล่าวลดลงเกือบ 30% เมื่อเทียบจากระดับก่อนเกิดวิกฤติ และมีแนวโน้มลดลง

 

"ราเกช รันกานาธาน" ผู้จัดการพอร์ตลงทุน กองทุนเฮดจ์ฟันด์ ดอริก แคปิตอล ที่ลงทุนในอาเซียนมากว่า 1 ทศวรรษ ระบุว่า มีความเปลี่ยนแปลงในเชิงโครงสร้างเกิดขึ้น และนักลงทุนเข้าใจตลาดมากขึ้น ทุกวันนี้ อินเดียและจีน เป็นสถานที่ที่นักลงทุนมองถึงความเสี่ยง ขณะที่อินโดนีเซียและไทยเป็นแหล่งพักพิง

 

ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มขึ้นของผู้บริโภคระดับกลาง ตั้งแต่มะนิลาไปจนถึงพนมเปญ ช่วยให้ภูมิภาคนี้ที่มีมูลค่าเศรษฐกิจรวมกัน 2 ล้านล้านดอลลาร์ ปลดแอกจากการพึ่งพาการส่งออกไปยังสหรัฐและยุโรป รวมถึงอาเซียนยังพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันขึ้นมาสู้กับจีน การใช้จ่ายด้านสาธารณูปโภค และบริหารการคลังได้ดีขึ้น

 

อีกปัจจัย ที่หนุนการลงทุนในอาเซียน คือ การเติบโตทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง อย่างอินโดนีเซียที่เศรษฐกิจน่าจะขยายตัว 6.5% ในปีนี้ ฟิลิปปินส์อาจแตะ 6.4% โดยได้อานิสงส์จากการบริโภคที่แข็งแกร่ง และการใช้จ่ายของตากาล็อกที่เน้นพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน แม้แต่เขตเศรษฐกิจของกัมพูชาที่เคยเจ็บปวดจากสงคราม ก็กำลังเข้าสู่จอเรดาร์ของบรรดานักลงทุน เนื่องจากจำนวนชนชั้นกลางที่ขยายตัวรวดเร็ว

 

แตกต่างกับยุโรปที่กำลังติดหล่มวิกฤตหนี้ สหรัฐที่ยังกะโผลกกะเผลก เศรษฐกิจจีนที่ส่งสัญญาณชะลอตัวชัดเจน ส่วนเศรษฐกิจตลาดเกิดใหม่อย่างบราซิลและอินเดียที่เคยเป็นที่รัก ก็กลับชะลอตัวสู่ระดับ 2% และ 6% ตามลำดับ

 

หัวหน้าฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจเอเชียของธนาคารเอชเอสบีซี "เฟรดเดอริก นิวแมนน์" มองว่า อาเซียนกำลังมาแรง หลังจากที่จีนสูญเสียอำนาจเศรษฐกิจที่เคยมีมาตลอด 10 ปี

 

ข้อมูลจากลิปเปอร์ ระบุว่า กองทุนฟิเดลิตี้อาเซียนแตะระดับ 2 พันล้านดอลลาร์ ในเดือนมิถุนายน เพิ่มขึ้นราว 6 เท่า จากระดับต่ำสุดในช่วงหลังวิกฤติ และกลายเป็นกองทุนต่างชาติขนาดใหญ่สุดที่โฟกัสภูมิภาคนี้

 

ประเมินกันว่า การเคลื่อนย้ายเงินทุนสุทธิเข้าไปยังกองทุนในอาเซียนน่าจะแตะ 1.4 พันล้านดอลลาร์ นับถึงเดือนมิถุนายนปีนี้ เทียบกับจีนและอินเดียที่เงินทุนไหลออกสุทธิ 1.6 พันล้านดอลลาร์ และ 185 ล้านดอลลาร์ ตามลำดับ

 

ที่ผ่านมา ตลาดอาเซียนเป็นฝ่ายได้รับผลกระทบจากการหลีกเลี่ยงความเสี่ยงของนักลงทุน แต่ความยืดหยุ่นของตลาดอาเซียนทำให้มุมมองของนักลงทุนเปลี่ยนไป โดยนับจากวิกฤตการเงิน ปี 2551 หุ้นในดัชนีเอ็มเอสซีไอเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เพิ่มขึ้น 150%

 

เหตุผลมาจากการพัฒนาเศรษฐกิจที่ดึงดูดนักลงทุน เช่น อินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ที่ได้ประโยชน์จากการลดหนี้และรักษาระดับการขาดดุลงบประมาณไม่ให้สูงเกินไป หรืออัตราดอกเบี้ยในระดับต่ำที่เอื้อต่อการใช้จ่ายด้านโครงสร้างพื้นฐาน เศรษฐกิจที่เปิดกว้าง และปรับเปลี่ยนจากรัฐวิสาหกิจสู่เอกชน

 

แต่นักเศรษฐศาสตร์บางรายมองว่า นี่อาจเป็นเทรนด์ที่เกิดขึ้นชั่วคราว และเสี่ยงที่จะสูญเสียโมเมนตัมนี้ไป หากไม่มีการปฏิรูปอย่างลึกซึ้ง เพราะอาเซียนยังอ่อนไหว และมีปัญหาที่แตกต่างกันไป ไม่ว่าจะเป็นการอ่อนค่าของเงินริงกิต ที่ส่งผลต่อนักลงทุนต่างชาติที่มีสัดส่วน 40% ของตลาดพันธบัตรมาเลเซีย หรือการขาดระบบธนาคารที่ดีในพม่า ขณะที่บริษัทในอาเซียนมีความหลากหลายน้อยกว่าจีนและอินเดีย

สำรวจความคิดเห็น

Loading...

สถิติการเข้าชมสูงสุด