สภาทนายความ จี้กรมสรรพากรปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลรธน. สามี ภริยาแยกยื่นภาษี
Date : 2012-07-10 13:11:28
เผยแพร่โดย ศูนย์ข่าวอาร์เอสยูนิวส์

สำนักข่าวอิศรา / 10 ก.ค. 2555 สภาทนายความ ออกแถลงการณ์ ย้ำชัด คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ได้สร้างเป็นบรรทัดฐานใหม่ในหลักการยื่นภาษีเงินได้ทุกประเภทของสามีและภริยา สอดคล้องกับหลักเรื่องสิทธิ เสรีภาพ
วันที่ 10 กรกฎาคม สภาทนายความ ออกแถลงการณ์ เรื่อง สิทธิ เสรีภาพและความเสมอภาคตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งจากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ เรื่องที่พิจารณา ๓๖/๒๕๕๓ เมื่อวันที่ ๔ กรกฎาคม ๒๕๕๕ ที่ได้วินิจฉัยให้เป็นบรรทัดฐานใหม่ในหลักการของการยื่นภาษีเงินได้ทุกประเภทของสามีและภริยา โดยให้แยกกันยื่นได้นั้น เป็นคำพิพากษาที่สร้างบรรทัดฐานที่สอดคล้องกับหลักเรื่องสิทธิ เสรีภาพและความเสมอภาคที่ชอบด้วยหลักนิติธรรมตามรัฐธรรมนูญ เพราะตามบทบัญญัติของประมวลรัษฎากรในปัจจุบัน กำหนดให้สามีและภริยารวมกันยื่นภาษีเงินได้โดยถือเสมือนว่าเป็นบุคคลคนเดียวกัน อันเป็นการสร้างภาระทางภาษีให้กับภริยาเป็นอย่างมาก แม้จะเป็นหลักการที่มีมานานแล้ว แต่ก็มีผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับหลักการนี้ได้เคยเสนอแนะให้รัฐบาลดำเนินการแก้ไขกฎหมายที่ไม่เป็นธรรมดังกล่าว แต่ก็ไม่มีการปรับเปลี่ยนนโยบายในด้านการจัดเก็บภาษีให้เป็นธรรมแต่อย่างใด ทั้งในการสอน การศึกษาและวิจัยภาษีอากรในคณะนิติศาสตร์ทั้งในระดับปริญญาตรีและปริญญาโทก็ได้มีการตั้งข้อสังเกตถึงความไม่เป็นธรรมในการบัญญัติกฎหมายและการจัดเก็บภาษีดังกล่าวนี้ขัดกับสิทธิขั้นพื้นฐานของผู้เสียภาษีอากรอย่างชัดเจนตลอดมา แต่ก็ยังไม่มีการปรับปรุงจนมีคดีเข้าสู่การพิจารณาโต้แย้งในศาลยุติธรรม และศาลยุติธรรมได้ส่งเรื่องให้กับศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาจนมีคำวินิจฉัยโดยสรุปว่า
"ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า ประมวลรัษฎากรมาตรา ๕๗ ตรี และมาตรา ๕๗ เบญจ ที่กำหนดให้การเก็บภาษีเงินได้จากสามีและภริยาที่อยู่ร่วมกันตลอดปีภาษีที่ล่วงมาแล้ว ให้ถือเอาเงินได้พึงประเมินของภริยาเป็นเงินได้ของสามี และให้สามีมีหน้าที่และความรับผิดชอบในการยื่นรายการและเสียภาษี และกำหนดให้เฉพาะภริยาที่มีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา ๔๐ (๑) ไม่ว่าจะมีเงินได้พึงประเมินประเภทอื่นด้วยหรือไม่ สามารถแยกยื่นรายการและเสียภาษีต่างหากจากสามีเฉพาะส่วนที่เป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา ๔๐ (๑) โดยมิให้ถือว่าเป็นเงินได้ของสามีตามมาตรา ๕๗ ตรี นั้น เป็นบทบัญญัติที่ทำให้สามีภริยาในกรณีที่ภริยามีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา ๔๐ (๒) (๓) (๔) (๕) (๖) (๗) และ (๘) ต้องเสียภาษีสูงกว่ากรณีของสามีภริยาที่ภริยามีรายได้พึงประเมินตามมาตรา ๔๐ (๑) และยังทำให้หญิงมีสามีซึ่งมีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา ๔๐ (๒) (๓) (๔) (๕) (๖) (๗) และ (๘) ต้องเสียภาษีสูงกว่าหญิงโสดที่มีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา ๔๐ (๒) (๓) (๔) (๕) (๖) (๗) และ (๘) ทั้งยังไม่เป็นการมุ่งสร้างความมั่นคงของสถาบันครอบครัว ชายหญิงจึงไม่นิยมสมรสกันเพราะต้องรับภาระภาษีในอัตราที่สูงขึ้น ที่สมรสกันอยู่แล้วก็ต้องวางแผนภาษีโดยการจดทะเบียนหย่าเพื่อที่จะไม่ต้องนำเอาเงินได้พึงประเมินของทั้งสองฝ่ายมารวมกันให้ต้องเสียภาษีในอัตราที่สูงขึ้น บทบัญญัติทั้งสองมาตราดังกล่าวจึงขัดต่อหลักความเสมอภาคและเป็นการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมเพราะเหตุแห่งความแตกต่างในเรื่องสถานะของบุคคล และมิได้เป็นมาตรการที่รัฐกำหนดขึ้นเพื่อขจัดอุปสรรคหรือส่งเสริมให้บุคคลสามารถใช้สิทธิและเสรีภาพได้เช่นเดียวกับบุคคลอื่นตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๓๐
ศาลรัฐธรรมนูญจึงวินิจฉัยว่า ประมวลรัษฎากร มาตรา ๕๗ ตรี และมาตรา ๕๗ เบญจ มีปัญหาเกี่ยวกับความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ มาตรา ๓๐ เป็นอันใช้บังคับมิได้ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๖"
เมื่อมีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญไว้เป็นบรรทัดฐานข้างต้น ซึ่งก็จะเป็นผลให้กรมสรรพากรต้องดำเนินการปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาลรัฐธรรมนูญโดยการออกแบบแสดงรายการภาษีเงินได้ในปี ๒๕๕๕ ซึ่งจะใช้บังคับสำหรับการยื่นแบบแสดงภาษีประจำปีในวันที่ ๓๑ มีนาคม ๒๕๕๖ ใหม่
สภาทนายความ เห็นว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญและเป็นการสร้างพื้นฐานและความเข้าใจในการปฏิบัติตามหลักเกณฑ์เรื่องสิทธิ เสรีภาพและความเสมอภาคตามรัฐธรรมนูญที่เห็นอย่างชัดเจน
อนึ่ง คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญนี้ถือว่าเป็นที่สิ้นสุดที่หน่วยงานของรัฐต้องนำไปปฏิบัติและมีผลผูกพันทุกหน่วยงานและองค์กร ในปัจจุบันมีความชัดเจนว่าคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญนั้นมีผลต่อการเมือง สังคม และผลกระทบกับการลงทุนอย่างมาก โดยเฉพาะในประเด็นที่เป็นปัญหาที่เกี่ยวกับสิทธิเสรีภาพและความเสมอภาค สิทธิชุมชนที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม ประเพณี วัฒนธรรม มีอยู่อีกหลายเรื่องที่ควรจะได้รับการพิจารณาจากศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัยให้เป็นบรรทัดฐานดังเช่นกฎหมายภาษีอากรข้างต้น
สภาทนายความจึงสนับสนุนให้ผู้ประกอบวิชาชีพกฎหมายในทุกสาขาได้ช่วยกันสนับสนุนให้มีการใช้รัฐธรรมนูญให้มากขึ้น ทั้งนี้เพื่อเป็นการสร้างบรรทัดฐานสร้างความโปร่งใสและความเป็นธรรมให้แก่สังคมในทุกระบบ โดยเฉพาะผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งในภาครัฐและเอกชน นักการเมือง นักวิชาการ และโดยเฉพาะนักกฎหมาย ต้องให้ความเคารพและให้เกียรติกับสถาบันศาลรัฐธรรมนูญ
สำรวจความคิดเห็น
Loading...
สถิติการเข้าชมสูงสุด
1. “โต้ง” ยันรับจำนำข้าว 15,000 บาท ถึง 29 มิ.ย.
2. คอมเฟิร์ม!ข้าวโกดังฉะเชิงเทราเสียหายหนัก
3. โรงสีปัดประท้วงหยุดรับจำนำข้าว อ้างอคส.แจ้งให้ชะลอ..
4. สะพัดนำเข้าเครื่องดักฟัง เจาะข้อมูลกลุ่มล้มทักษิณ
5. ผ่าวงการสงฆ์ พ.ศ.2556 ยุคผ้าเหลืองเสื่อมสุดขีด…?
6. ลดราคาจำนำข้าวตันละ 12,000 บาท "เสียหน้า" ดีกว่า "..
7. คนไทยจ่ายคนละ 2,000 บาท/ปี เซ่นนโยบายรับจำนำข้าว
8. จี้รัฐแก้ปัญหาคอร์รัปชันก่อนพาประเทศสู่วิกฤติ
1. “พาณิชย์” เผยไข่ไก่ราคาลงแล้วสวนทางกับผัก
2. “เอกยุทธ” ตายไทยอินไซเดอร์ปิดตัว
3. เปิดบันทึกนักสืบ..คดี “เอกยุทธ อัญชันบุตร”
4. ศธ.ฉาวอีกโยกครู6แสนตั้งผอ. 7 หลัก ร้อง 80 โรงเรียน..
5. นักการเมืองแนะไม่ประมาทเลือกคนขับรถ
6. “บุญทรง” ถก กขช.บ่ายจ่อฟ้องปูดจำนำข้าวเจ๊ง 2.6 แสน..
7. จับตา"ปลูกป่า"หมื่นล้าน ระวังซ้ำรอยเพราะนโยบายไม่ช..
8. ตีแสกหน้า ศธ. อดีตครูต่างชาติวิพากษ์การศึกษาไทย ล้..
1. 'นพดล'แปลกใจ 'จ้อน'เรียกร้องพท.ปฏิรูปพรรค
2. อดีตคตส. ท้า"แม้ว"เปิดหลักฐานใครรับเงิน
3. ลืมแล้วหรือ?"สำนวนที่หายไป"
4. 'แท็กซี่' ร้องขอขึ้นมิเตอร์ เหตุต้นทุนพุ่ง
5. “บุญจง”แนะรัฐแก้ของแพงดีกว่านิรโทษกรรม
6. พิสูจน์ชัด! ขายแพงจริง 2 โรงหนังดัง
7. แฉมะกันบีบเปิดตลาดนำเข้าเนื้อหมู





