ธีรยุทธ ประกาศเตรียมลับฝีปากคืนเวทีวิจารณ์ รบ.ยิ่งลักษณ์

Date : 2012-01-27 11:31:45

 

อาร์เอสยูนิวส์/ 26 ม.ค. 2555 “ธีรยุทธ”  ประกาศเตรียม วิจารณ์ “รบ.ยิ่งลักษณ์”  ชี้ แก้ม.112 คือปัจจัยวิกฤติใหญ่ ทำให้เกิดคู่ขัดแย้ง "เสื้อแดงประชานิยมกับกลุ่มแนวคิดดั้งเดิมที่อิงสถาบัน ออกตัว ไม่ได้วิพากษ์ “รบ.มาร์ค” เหตุ มีปัญหาเรื่องสุขภาพ  จี้ “ศาล” เร่งทำคดีเหลือง-แดง ลบครหา 2 มาตรฐาน

 

นายธีรยุทธ บุญมี อดีตอาจารย์คณะสังคมวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า ตนจะวิพากษ์แบบที่เคยทำในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์นี้ เหตุที่หายไปนานเพราะเรื่องสุขภาพเกี่ยวกับหัวใจ คือ หายใจขัด จึงไม่ได้มาวิจารณ์รัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อย่างไรก็ตามขณะนี้ตนเห็นว่า แม้จะผ่านความรุนแรงมาหลายเรื่อง แต่ความขัดแย้งในบ้านเมืองยังไม่คลี่คลาย และก็ยังไม่ถึงจุดที่บ่งชี้ว่าเหตุการณ์คลี่คลาย กลับกันมันเพิ่งปรากฏด้วยซ้ำ ดังนั้นก็คงต้องรอให้สถานการณ์เริ่มคลี่คลาย เพราะหากยังไม่ชัดก็คงจะอคติในการแสดงความเห็นเกินไป หรือกลายเป็นให้ท้ายฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

 

นายธีรยุทธ กล่าวอีกว่า ประเทศไทยเผชิญวิกฤติมามาก อาทิ ตนเอง ก็เจอครั้งแรกเมื่อ 14 ตุลาคม 2516 ต่อมาคือ 6 ตุลาคม 2519 ซึ่งก็ว่าสถานการณ์รุนแรงแล้ว แต่ก็มาเจอพฤษภาคม 2553 และขณะนี้ตนมองว่าคนเริ่มตื่นตัวทางการเมืองมากขึ้น ตื่นตัวในการแก้รัฐธรรมนูญใหม่ ทำให้จะมีสิ่งที่จะตามมา และไม่มีทีท่าว่าจะหายไปจากความตื่นตัวในครั้งนี้ และทั้งหมดมันก็สะท้อนว่าสังคมไม่มีความสามารถที่จะรับมือกับวิกฤติ หากถามว่าเรามีสติปัญญา ในการแก้ปัญหาหรือไม่ ผมคิดว่ามี อาทิ ในช่วงน้ำท่วมเราก็พอจะผ่านปัญหาไปได้ แต่ปัญหาที่มีอยู่กลับไม่มีทางที่จะคลี่คลายปัญหาอื่น โดยเฉพาะความขัดแย้งในระดับรากเหง้าของประเทศ ดังนั้นเราจึงอยู่ในภาวะหนักหน่วงที่สุดในความรู้สึกคนที่ห่วงใยบ้านเมือง

 

นายธีรยุทธ์ กล่าวว่า ปัจจัยส่วนหนึ่งที่จะทำให้เกิดความขัดแย้ง เกิดจากการที่กลุ่มอาจารย์คณะนิติศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ เสนอแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ที่พูดได้ว่าเป็นความขัดแย้งระดับรากหญ้า กับระดับรากความคิด กล่าวคือในรากหญ้านั้น คือ กลุ่มที่เป็นคนเสื้อแดง ชื่นชมกับความคิดประชานิยม ที่ต้องการอยากจะเปลี่ยนแปลงกฎหมาย อีกกลุ่ม คือ รากความคิดเดิม ที่ชื่นชมศรัทธาในสถาบัน ความขัดแย้งในวันนี้จึงไม่ใช่ความขัดแย้งพื้นฐานอีกแล้ว แต่เป็นความขัดแย้งในรากสังคมอย่างแท้จริง และไม่ใช่เรื่องจะบอกแค่ว่าฝ่ายหนึ่งจงรักภักดี อีกฝ่ายไม่ใช่

 

 “ส่วนตัวแล้วเห็นด้วยและไม่เห็นด้วยกับนักวิชาการเหล่านั้น แต่ไม่ขอพูดในรายละเอียด แต่อยากบอกแง่คิดว่าการเคลื่อนไหวทั้งหมดคงจะสะท้อน และช่วยพัฒนาการ หรือช่วยคลี่คลายให้กับปัญญาชนส่วนหนึ่ง และเชื่อมโยงไปถึงรากหญ้า แต่กับความคิดแบบดั้งเดิม ที่ฝังทั้งรากหญ้าและประชาชนทั่วไปที่ยังยึดถือ ก็เป็นเรื่องที่สามารถเคลื่อนตัวไปสู่ความรุนแรงหรือมากกว่าและใหญ่กว่ามหาศาลได้ ” นายธีรยุทธ์ กล่าว

 

นายธีรยุทธ กล่าวว่า ทางออกในขณะนี้ตนคงไม่เสนอเรื่องการประนีประนอมหรือสมานฉันท์แล้ว เพราะปัญหามันเกิดขยายใหญ่ ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นนี้มีทั้งกว้างและลึกมากจนสะท้อนด้วยคำพูดไมได้ จะคิดว่าทุกฝ่ายเข้าใจกัน เข้าหากันคงไมได้ คงต้องอาศัยการคลี่คลายด้วยตัวเองเป็นช่วงๆ สิ่งที่เป็นจุดเริ่มต้นที่ดี ก็คงต้องมองปัญหานี้แบบภววิสัย หรือแบบที่เป็นจริงๆ ปราศจาคอคติของตัวเองทั้งหมด จะใช้หลักกาลามสูตรอะไรทางศาสนาก็ได้ แต่ต้องตัดให้หมด ศึกษาเข้าไปในปัญหาจริงๆ เผื่ออาจจะช่วยเปิดทางให้เรามองเห็น อาจจะเป็นภาพรวมกว้างๆ แต่ก็น่าจะคลายปัญหาได้ส่วนหนึ่ง การจะคิดแล้วบอกต้องแก้ยังไงคงไม่ได้ ก็คงต้องใช้เวลาผ่อนกำลังลงไปเอง จะไปคาดหวังสูงไม่ได้ และในที่สุดจึงต้องเริ่มแบบไม่มีอคติ ถ้าเริ่มแบบนี้ได้คงเริ่มได้เยอะ ตนหวังว่ากองเชียร์เหลืองแดงต้องเริ่มแบบนี้ เพื่อมองอีกฝ่ายอย่างชัดเจนขึ้น

 

นายธีรยุทธ กล่าวต่อว่า อยากชี้ให้เห็นว่าโจทย์สำคัญที่มันเป็นเช่นนี้ เพราะเรามองปัญหาอย่างผิดพลาด คือ กลุ่มชนชั้นนำมองเรื่องนี้ผิดพลาด กล่าวคือ 1.ไปมองประชาธิปไตย การเมืองแบบพิมพ์เขียว หรือสำเร็จรูปเหมือนในตำรา พอไม่มีเหมือนในตำราก็โกรธที่ไม่เป็นไปตามอย่างที่ว่า ตนขอบอกว่าระบบการเมืองของทุกประเทศเกิดจากการต่อสู้ของกลุ่มคนในประเทศนั้นๆ มีแผนที่ที่ไม่ซ้ำกัน คงไม่มีประชาธิปไตยใดที่เป็นอุดมคติ แต่จุดสำคัญ คือ การต่อสู้ของคนในประเทศนั้นๆ ต่อสู้แบบไหนการเมืองก็เป็นแบบนั้น ดังนั้นถ้าพูดชัดๆ ก็คือว่าถ้าไม่ต่อสู้ สิ่งที่บ่นก็ไม่ถูกต้อง ไม่มีสิทธิ์จะบ่น ดังนั้นต้องทำ 2.ในการปฏิบัตินั้น ไม่ใช่เกิดขึ้นง่ายๆ ลอยๆ แต่กว่าที่คนไทยจะมีเสรีภาพก็ต้องเกิดเหตุการณ์ก่อน อาทิ 14 ตุลาก่อน และแต่ก่อนเราอาจจะวิจารณ์ทหารไม่ได้ หนังสือพิมพ์ที่วิจารณ์ก็ถูกทุบแท่น แต่เหตุ 14 ตุลาฯ ก็ช่วยเปิดเสรีภาพในจุดนี้

 

นายธีรยุทธ กล่าวต่อว่า อย่างไรก็ตามเสรีภาพของสังคมไทยส่วนใหญ่เกิดขึ้นกับชนชั้นกลาง มีเสรีภาพ มีการศึกษา แต่กับกลุ่มอื่นในสังคมอาจจะน้อยหรือไม่เท่าเทียม อาทิ ชาวบ้านอาจจะรู้สึกได้เป็นครั้งคราว ซึ่งคนกลุ่มนี้ก็ต้องการเสรีภาพในรูปแบบต่างกัน อาทิ แม่ค้าที่เป็นเสื้อเหลืองหรือแดงก็ต้องการเสรีภาพ ที่อาจจะไม่ใช่เสรีภาพแบบอุดมคติแบบชนชั้นกลาง

 

ส่วนกรณีปิดสุวรรณภูมิและเผาราชประสงค์ นายธีรยุทธ กล่าวว่า แม้ตัวแทนทุกฝ่ายจะบอกถึงความจำเป็น แต่ผลกระทบสูงมาก และเป็นเรื่องใหญ่ ตรงนี้กลายเป็นข้อกล่าวหาถึง 2 มาตรฐาน ตนเข้าใจความรู้สึกของผู้ชุมนุมดี เพราะตนก็เคยนำการชุมนุม เสี่ยงต่อการถูกจับ และถูกยิงเป้า โดนข้อกล่าวหาต่างๆ ดังนั้นคนที่ชุมนุมคงไม่อยากติดคุก แต่คนจำนวนมากเหล่านั้นก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าได้ทำสิ่งผิดกฎหมาย ถ้าจะแก้ไขในจุดนี้ คือ ระบบของเราต้องดีพอ มีความมุ่งมั่นที่จะแก้ปัญหา ต้องดำเนินคดีทั้ง 2 ส่วน และรีบด้วย อาทิ ศาลต่างประเทศเคยเร่งทำคดีในช่วงกีฬาโอลิมปิกอย่างเร่งด่วน เพื่อไม่ให้กระทบกับการแข่งกีฬาโอลิมปิก เพื่อสร้างความมั่นใจ มิเช่นนั้นสิ่งที่ต้องรักษาไว้ก็จะรักษาไมได้ กลายเป็นถูกวิพากษ์ซ้ำเติม

 

"ถ้าผิดจริงและจำเป็น กระบวนการทางศาลต้องตัดสินให้รวดเร็ว ดังนั้นการแทรกแซงศาลในเรื่องจำเป็น และประเด็นที่เกิดประโยชน์ ก็สามารถทำได้ ถ้ารู้จักทำเพื่อแก้ไขปัญหา ” นายธีรยุทธกล่าว

 

นายธีรยุทธ กล่าวต่อว่า อย่างกรณีมาตรา 7 นักวิชาการส่วนหนึ่งบอกทำไมได้ เพราะเป็นการให้อำนาจพระมหากษัตริย์ยุ่งการเมือง อีกฝ่ายให้มายุ่ง ตนกลับมองว่าปัญหานี้คนร่างไม่ต้องกำหนดไว้ เรื่องแบบนี้เป็นธรรมชาติที่องค์พระประมุขสามารถมาคลี่คลายปัญหาได้อยู่แล้วในทุกประเทศรวมทั้งไทย เช่น 14 ตุลา พฤษภาทมิฬ ที่สถาบันมาช่วยคลี่คลาย ปัญหาเหล่านี้เกิดขึ้นจากการปฏิบัติ ไม่ใช่หลักกฎหมาย สิ่งที่เห็นชัดๆ เรื่องนี้ คือ การนิรโทษกรรมนักโทษทุกปี เช่นนี้คือการทำให้พระมหากษัตริย์คลี่คลายปัญหาให้อ่อนลง เป็นการปฏิบัติ แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นคือเราแข็งเกินไป เพื่อยืนยันความคิดของตัวเอง เราต้องระวัง นำไปสู่จุดที่พอดีๆ

 

 “ทุกอย่างมันมาจากการต่อสู้ ไม่มีใครประสิทธิประสาทให้ การต่อสู้ของเราคือคนส่วนหนึ่ง ทั้งที่มาจากทหารและพลเรือน เกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ดึงอำนาจจากกษัตริย์มาเป็นระบอบที่กษัตริย์อยู่ใต้รัฐธรรมนูญ หรืออย่าง 14 ตุลา ก็มีประชาชน อย่างไรก็ตามทั้งหมดเกิดจากกลุ่มคนที่มีทุน ขณะที่คนไม่มีธุรกิจก็ไม่มีส่วนร่วม คือถ้าเราอยากจะได้อย่างที่คนต้องการ เราต้องลงทุนทางการเมือง ทางสังคม ทุนทางวัฒนธรรม ศิลปวัฒนธรรม”

 

นายธียุทธ กล่าวท้ายสุดว่า ประชาธิปไตยบ้านเราอาจมีมุมความขัดแย้ง ตนอยากเสนอว่า ในช่วงหลังจากปี 53 มีแนวคิดประชาธิปไตยที่ถูกเสนอจำนวนหนึ่ง แบ่งเป็น 3 - 4 ส่วน คือ 1.ประชาธิปไตยเชิงเสรีนิยม แบบที่นายอานันท์ ปันยารชุน เสนอ คือเน้นหลัก Good Governance 2.แบบชุมชนนิยม คือ แบบ นพ.ประเวศ วะศี 3.ประชาธิปไตยแบบประชานิยม ซึ่งเป็นแนวทางของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และเสื้อแดง ที่มีนโบายที่เอื้อประโยชน์ของชาวบ้านรากหญ้า และชาวบ้านชอบ แต่อาจส่งผล 4.ประชาธิปไตยแบบกษัตริย์นิยม โดยเอากษัตริย์เป็นศูนย์ของการแก้ปัญหา เป็นทิศทางทั้งหมดของประเทศ ซึ่งตนก็ว่าไม่ใช่ เพราะสถาบันควรจะอยู่ในสถานะที่เหมาะสม ตรงนี้ต้องหาความพอดี เพื่อยุติจากอคติทั้งปวง

แสดงความคิดเห็น

ล็อกอินเข้าระบบสมาชิก!

แจ้งสมาชิกสมาชิกเว็บไซต์

เนื่องด้วยตอนนี้เกิดปัญหาจากสมาชิกบางท่านที่แสดงความคิดเห็นอันไม่พึงประสงค์ ทั้งมีการแสดงความเห็นที่หยาบคาย และบางความเห็นมีการหมิ่นสถาบันเบื้องสูง ซึ่งทางเว็บไซต์ ไม่สามารถยอมให้เกิดขึ้นได้ ดังนั้น จึงมีความจำเป็นที่ต้องปรับเปลี่ยนระบบการเปิดแสดงความคิดเห็น โดยทางทีมงานขอสงวนสิทธิ์อนุญาตให้แสดงความคิดเห็นได้เฉพาะสมาชิกเท่านั้น เพื่อเป็นการยืนยันตนของผู้โพส หากเป็นสมาชิกแล้ว login ที่นี่ หากยังไม่เป็นสมาชิกสมัครได้ ที่นี่

ศ.ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ ปาฐกถาพิเศษเรื่อง "บูรพาภิวัตน์ : ภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจโลกใหม่" จากงานสัมมนา "บูรพาภิวัตน์ : ฤาโลกจะกลับขั้วอำนาจ" เปิดยุทธศาสตร์ประเทศไทยในยุค "เอเชียผงาด"

มุมมองของเจิมศักดิ์

1. ปตท.- การบินไทยหนุนคลังขายหุ้น 2% ไม่กระทบฐานะ - น..

2. พิสูจน์ฝีมือรัฐ ยุบรวม ‘3 กองทุน’

3. “ อภิสิทธิ์ ” ชี้ ข้อเสนอนิติราษฎร์ กรณี ส.ส.ร. ไ..

4. จักรพันธุ์ ปัดปรับผังข่าวช่อง 9 ก่อนครบสัญญามิ.ย.น..

5. นโยบาย "แก้ผ้าเอาหน้ารอด" ขายหุ้นเพื่อซุกหนี้

6. กรณ์ ห่วงหมกเม็ดแปรรูป ปตท. ลอยแพประชาชน จ่ายค่าพล..

7. ผู้ว่าฯ กาญจน์ดันแผนยุทธศาสตร์รับ ‘ทวาย’ หวังรัฐบา..

8. ต่างชาติฮุบที่ 100 ล้านไร่

9. อภิสิทธิ์ ชี้ รบ.อ้างฟื้นฟูน้ำท่วมหวังกู้เงินเพิ่ม..

10. บุหรี่กานพลู ขายเกลื่อนภัยคุกคามใหม่ ฮิตในหมู่วัยร..