สตง.จี้สอบ‘แท็บเล็ต’จะครบเทอมยังไม่ได้ ชี้ผิดระเบียบแต่แรก-ไม่มีใครกล้าเซ็นรับ
Date : 2012-07-09 13:13:41
เผยแพร่โดย ศูนย์ข่าวอาร์เอสยูนิวส์

โดย ชุลีพร บุตรโคตร วรลักษณ์ ศรีใย
ศูนย์ข้อมูลและข่าวสืบสวนเพื่อสิทธิพลเมือง / 9 ก.ค. 2555 สตง.เร่งตรวจสอบโครงการซื้อแท็บเล็ตป.1 หลังพบไม่ชอบมาพากล จนไม่มีใครกล้าตรวจรับสินค้า ผ่านมาจะครบเทอม นักเรียนยังไม่เจอแม้แต่เงาคอมพิวเตอร์พกพา เหมือนที่รัฐบาลคุยโว สงสัยตั้งแต่จัดซื้อจัดจ้างแบบจีทูจี แต่พอขั้นตอนปฏิบัติกลับทำแบบรัฐกับเอกชน ทั้งที่ยังไม่เสนอครม.มีมติใหม่ออกมา ทั้งสงสัยว่าส่งร่างสัญญาให้อัยการตรวจสอบหรือไม่ หวั่นซ้ำรอบแบบรถดับเพลิงกทม. ขณะที่กวพ.ติงเรื่องการตั้งกรรมการจัดซื้อ-ตรวจสอบเป็นชุดเดียวกัน และการจัดซื้อที่ทำเร็วจนน่าสงสัย แถมสุดท้ายติดต่อหน่วยงานในไทยผลิต 1 ล้านเครื่องใหม่ม.1 จึงมีคำถามว่า ไทยทำเองได้แล้วทำไมต้องซื้อจากบริษัทจีน
หลังตั้งความหวังว่า เปิดเทอมใหม่ปี 2555 เมื่อเดือนพฤษภาคม ที่ผ่านมา เด็กนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 จะได้รับแจกเครื่องแท็บเล็ต ตามนโยบายรัฐบาล โดยการดำเนินการของกระทรวงศึกษาธิการ และกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) จนกลายเป็นข่าวคึกโครมในช่วงต้นปีที่ผ่านมา มีการติดตามรายละเอียดอย่างต่อเนื่องเป็นที่สนใจในสังคมวิพากษ์วิจารณ์ต่อกรณีนี้อย่างมาก แต่หลังจากที่ตกเป็นข่าวอยู่หลายเดือน ปรากฏว่าจนถึงขณะนี้นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ยังไม่ได้ใช้เครื่องแท็บเล็ต ตามที่รัฐบาลให้สัญญาไว้ คำถามจึงเกิดขึ้นว่า เพราะเหตุใดจนถึงขณะนี้ รัฐบาลจึงไม่สามารถแจกแท็บเล็ตให้กับเด็กนักเรียนได้ตามนโยบายที่วางไว้ ปัญหาข้อติดขัดอยู่ที่ใด เป็นประเด็นที่ศูนย์ข่าว TCIJ ให้ความสนใจในการสืบหาข้อมูลเพื่อนำเสนอดังกล่าว
สตง.เร่งตรวจสอบแท็บเล็ตป.1
ศูนย์ข่าว TCIJ ได้รับรายงานข่าวจาก สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ว่า ขณะนี้ สตง.กำลังอยู่ในขั้นตอนการตรวจสอบเอกสาร สัญญาการซื้อขายแท็บเล็ต เพื่อแจกให้กับเด็กนักเรียนชั้น ป.1 ตามนโยบายของรัฐบาล ซึ่งที่ผ่านมามีความพยายามจัดซื้อ และส่งมอบให้ทันเวลาช่วงเปิดเทอมแรกของปีการศึกษา 2555 นี้ แต่จนถึงปัจจุบันยังไม่สามารถทำการส่งมอบ แท็บเล็ตจำนวน 1 ล้านเครื่อง ตามที่เป็นข่าวได้ เนื่องจากจากการตรวจสอบรายละเอียด สตง.พบข้อสงสัยหลายประการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของการทำสัญญาซื้อขายในรูปแบบ จีทูจี (Government to Government) หรือ เป็นการซื้อขายระหว่างรัฐต่อรัฐ ซึ่งประเด็นนี้ก่อนหน้านี้ ประเทศไทยเคยมีบทเรียนมาแล้วจากการซื้อรถดับเพลิง จากประเทศจีน ที่เบื้องต้น ตกลงจะทำสัญญาซื้อขายแบบจีทูจี แต่ต่อมาพบว่า การซื้อขายรถดับเพลิงครั้งนั้น กลับกลายเป็นการซื้อขายระหว่างรัฐกับบริษัทเอกชน หรือ จีทูบี (Government to Business) โดยมีการทำสัญญานำไก่แช่แข็งไปแลกรถดับเพลิง จึงทำให้เกิดปัญหาขึ้นมา
กระทั่งมาถึงวันนี้ในโครงการจัดซื้อเครื่องแท็บเล็ตให้กับนักเรียนชั้น ป.1 นั้น รัฐบาลได้ให้กระทรวงไอซีที ดำเนินการโดยใช้งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2555 เพื่อดำเนินโครงการจัดการเรียนการสอนโดยใช้คอมพิวเตอร์พกพา (แท็บเล็ต) ของ 3หน่วยงาน เป็นเงินทั้งสิ้น 1,794,832,800 บาท ประกอบด้วย 1.กระทรวงศึกษาธิการ 1,623,711,400 บาท 2.กระทรวงมหาดไทย 312,499,600 บาท โดยแยกเป็น กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น 170,000,000 บาท, กรุงเทพมหานคร 137,700,000 บาท และเมืองพัทยา 4,799,600 บาท และส่วนที่ 3 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในส่วนของโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน 1,121,400 บาท
เมื่อรัฐบาลไทยสอบถามเพื่อติดต่อซื้อขายไปยังรัฐบาลจีน ปรากฏว่า รัฐบาลจีนเสนอชื่อบริษัทเอกชนของจีนซึ่งผลิตเครื่องดังกล่าวมาให้กับรัฐบาลไทย 4 บริษัท เพื่อให้รัฐบาลไทยเลือกว่า จะตกลงซื้อขายกับบริษัทใด โดยรัฐบาลจีนไม่ได้เกี่ยวข้องด้วยอีกต่อไป จากนั้นรัฐบาลไทยโดยกระทรวงไอซีทีจึงเลือกบริษัทที่จะมีการซื้อขายด้วย ทำให้โครงการจัดซื้อแท็บเล็ตดังกล่าว จึงกลายเป็นรูปแบบของการซื้อขายระหว่างรัฐบาลกับเอกชนแทน ไม่ใช่รัฐบาลต่อรัฐบาล
ระเบียบที่แตกต่าง จีทูจี กับ จีทูบี
อย่างไรก็ตามในประเด็นดังกล่าวมีคำถามว่า มีความแตกต่างกันอย่างไร สตง.ระบุว่า โดยปกติแล้วหากโครงการใดๆ ที่มีการดำเนินการในรูปแบบรัฐบาลต่อรัฐบาล จะทำได้โดยให้คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบ เป็นกรณีๆ ไป เนื่องจากไม่ได้จัดซื้อตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ.2535 ยกเว้นได้อย่างเดียวคือ การจัดซื้ออาวุธทางการทหารเท่านั้น ดังนั้นเมื่อจะจัดซื้อแบบรัฐบาลต่อรัฐบาล มีการขออนุมัติจาก ครม.แล้วได้รับความเห็นชอบให้ซื้อ ซึ่งกรณีของการจัดซื้อแท็บเล็ตก็ไม่เข้าข่ายการจัดซื้อแบบรัฐบาลต่อรัฐบาลอีกต่อไป ซึ่งหากกระทรวงไอซีทีจะดำเนินการต่อไปเพื่อให้ถูกต้อง สตง.ได้แนะนำให้กระทรวงไอซีที นำเสนอเรื่องดังกล่าวต่อคณะรัฐมนตรีอีกครั้ง เพื่อขอปรับเปลี่ยนรูปแบบการจัดซื้อ ซึ่งจากข้อมูลขณะนี้ยังไม่มีรายละเอียดว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ดำเนินการขอเปลี่ยนรูปแบบการซื้อขายแต่อย่างใด
ทั้งที่ก่อนหน้านี้ กระทรวงศึกษาธิการมีหนังสือ ถึงเลขาธิการคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2555 เสนอให้คณะรัฐมนตรีอนุมัติการจัดหาเครื่องคอมพิวเตอร์พกพา (แท็บเล็ต) แบบรัฐต่อรัฐ โดยมอบผู้แทนกระทรวงการต่างประเทศ ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศแต่งตั้ง ให้เป็นผู้แทนรัฐบาลไทย ในการเจรจากับรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ตามที่รัฐบาลไทยกับสาธารณรัฐประชาชนจีนได้มีบันทึกความเข้าใจ ว่าด้วยความร่วมมือในสาขาการพัฒนาที่ยั่งยืนในประเทศไทย โดยอนุมัติให้กระทรวงเทคโนโลยีและสารสนเทศและการสื่อสาร เป็นผู้ดำเนินการจัดหาเครื่องคอมพิวเตอร์พกพา(แท็บเล็ต) จัดวางระบบเครือข่าย Wi-Fi และจัดทำระบบบริหารจัดการที่เกี่ยวข้องกับโครงการฯ เนื่องจากมีบุคลากรที่มีความรู้ ความเข้าใจและมีความเชี่ยวชาญเฉพาะในด้านคอมพิวเตอร์ เป็นหน่วยงานที่ดูแลในด้านเครือข่าย และวางระบบความปลอดภัยในการใช้เครื่องคอมพิวเตอร์พกพา โดยให้กระทรวงศึกษาธิการเป็นผู้ดำเนินการพัฒนาหลักสูตร สื่อการเรียนการสอน การพัฒนาบุคลากร และสร้างความเข้าใจ เพื่อการใช้งาน
สงสัยส่งสัญญาให้อัยการตรวจสอบหรือไม่
นอกจากนี้ในประเด็นเรื่องของการทำสัญญากับบริษัทจีน เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ สตง.ให้ความสนใจและกำลังอยู่ระหว่างการตรวจสอบ เนื่องจากโดยปกติตามระเบียบราชการ ร่างสัญญาการจัดซื้อจัดจ้างจะต้องส่งให้สำนักงานอัยการสูงสุดตรวจสอบก่อน พร้อมส่งหนังสือรับรองการตรวจสอบมายังหน่วยงานต้นสังกัด ก่อนที่จะมีการเซ็นสัญญาจัดซื้อจัดจ้างได้ แต่สำหรับกรณีนี้ สตง.สงสัยว่า สัญญาการซื้อแท็บเล็ต ได้ส่งให้อัยการตรวจสอบแล้วหรือไม่ หรือว่าส่งไปแล้วขอคืนกลับมาเพื่อจะรีบไปทำสัญญา และมีการตั้งข้อสังเกตด้วยว่า ร่างสัญญาที่ส่งไปอัยการตรวจสอบกับสัญญาที่มีการเซ็นร่วมกันเป็นฉบับเดียวกันหรือไม่ด้วย ซึ่งหากเป็นกรณีที่รีบดึงกลับมาก่อนที่สำนักงานอัยการสูงสุดจะตรวจสอบ ก็จะเหมือนกับกรณีของรถดับเพลิงที่ส่งสัญญาให้กับอัยการดู แต่อัยการยังไม่ทันได้ดูจนกลายเป็นปัญหาดังกล่าว
“กรณีนี้หากทำตามรูปแบบการซื้อจีทูจี เมื่อสินค้าลงเรือก็ต้องจ่ายเงินไปหมดเลย ก่อนที่จะตรวจรับสินค้า แต่เมื่อต้องทำตามระเบียบของคณะกรรมการตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ.2535 กวพ. จะต้องเป็นการตรวจรับก่อนที่จ่ายเงิน จนทำให้ปัจจุบันยังตรวจรับไม่ได้ เพราะไม่มีใครกล้าตรวจรับ ก็ในเมื่อกระทรวงไอซีทีเป็นคนทำสัญญา คนกระทรวงศึกษาธิการกล้าตรวจรับหรือเปล่า ตอนนี้เลยยังไม่มีใครเห็น ซึ่งตามระเบียบพัสดุแล้ว เมื่อมีการทำสัญญา มีการตรวจรับ มีการค้ำประกันสัญญา กรณีนี้ไอซีทีบอกว่าทำค้ำประกันไว้ 2 ปี และมีการควบคุม และเมื่อแท็บเล็ตมาแล้ว จะแจกจ่ายไปยังโรงเรียนต่างๆ โรงเรียนก็ต้องลงทะเบียนควบคุม ดังนั้นแท็บเล็ตก็จะถือว่าเป็นของทางราชการ คนที่ทำราชการจะรู้ว่า ของหลวงชำรุดเสียหาย หรือหายไป จะเกิดอะไรขึ้น ชิ้นหนึ่งต้องถูกตั้งกรรมการตรวจสอบ เรื่องนี้สตง.ก็จะตามต่อไป”
ไอซีทีตั้งคณะกรรมการผิดระเบียบกวพ.
ส่วนในประเด็นที่ สตง.พบข้อมูลว่า หลังจากที่มีการเร่งรีบดำเนินการ เรื่องการจัดซื้อกับบริษัทของจีน รัฐบาลก็ได้สั่งให้บริษัทผลิตเครื่องแท็บเล็ตทันที โดยทำสัญญาว่าจะซื้อเครื่องแท็บเล็ตจำนวน 1 ล้านเครื่อง เพื่อแจกเด็ก ป.1 แต่จากการตรวจสอบของสตง.พบว่า แม้ว่ารัฐบาลระบุว่า ต้องเร่งดำเนินการเพื่อให้ทันเปิดเทอม แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่พบว่า มีการตรวจรับเครื่องแท็บเล็ตดังกล่าวทั้งสิ้น จึงเป็นข้อน่าสังเกตว่าเกิดอะไรขึ้นกับระบบการจัดซื้อครั้งนี้
อย่างไรก็ตามหากพิจารณาจากข้อเท็จจริงแล้ว ในการจัดซื้อในระบบ จีทูจี ตามที่ครม.อนุมัติ ซึ่งรัฐบาลก็ได้ไปสั่งให้บริษัทจีนผลิตแล้ว แต่เมื่อพบว่าไม่สามารถดำเนินการแบบจีทูจีได้ จึงต้องกลับมาเปลี่ยนเป็นการซื้อแบบจีทูบีตามระเบียบการจัดซื้อจัดจ้าง จะต้องกลับมาดำเนินการซื้อในระเบียบพัสดุปกติ คือเสนอต่อกวพ. เพื่อขอยกเว้นการดำเนินการตามระเบียบดังกล่าวว่า ขอให้อนุญาตให้ชุดที่ได้สั่งผลิตแล้วสามารถจัดซื้อได้ไปก่อน อย่างไรก็ตามท้ายที่สุด สิ่งที่กวพ.มีมติในครั้งนี้ คือ อนุมัติให้สามารถจัดซื้อแท็บเล็ตชุดที่ดำเนินการก่อนทำสัญญาไปแล้วได้ แต่ขั้นตอนหลังทำการสัญญา การตรวจรับสินค้า และควบคุมวัสดุ จะต้องทำระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ.2535 นอกจากนี้กระทรวงไอซีทีจะต้องตั้งคณะกรรมการชุดใหม่ขึ้นมาเพื่อตรวจสอบรับสินค้าแทนชุดเดิม ซึ่งมีความซ้ำซ้อนกับคณะกรรมการพิจารณาผล
สงสัยสั่งผลิตก่อนเสนอครม.อนุมัติ
สำหรับอีกประเด็นที่กำลังถูกตรวจสอบก็คือ คณะรัฐมนตรีมีมติให้กระทรวงเทคโนโลยีและสารสนเทศ เป็นผู้ดำเนินการจัดหาเครื่องคอมพิวเตอร์พกพา (แท็บเล็ต) เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2555 ที่ผ่านมา ตามที่กระทรวงศึกษาธิการเสนอเมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ แต่หลังจากครม.อนุมัติแล้วและมีการเซ็นสัญญากับบริษัท เสิ่นเจิ้น สโคป ของจีน เพียง 60 วัน บริษัทสามารถผลิตเครื่องดังกล่าวส่งให้กับไทยได้ส่วนหนึ่ง ทั้งที่เครื่องดังกล่าวมีคุณสมบัติเฉพาะ จึงมีการตั้งข้อสังเกตว่า เป็นไปได้หรือไม่ว่า บริษัทจะผลิตเครื่องดังกล่าวไว้ก่อนหน้านี้แล้ว นอกจากนี้ขณะนี้รัฐบาลกำลังเจรจากับหน่วยงานแห่งหนึ่งในประเทศไทย ให้ผลิตเครื่องแท็บเล็ตของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 อีก 1 ล้านเครื่อง จึงมีคำถามเกิดขึ้นว่า ก่อนหน้านี้ทั้งที่รัฐบาลรู้ว่า หน่วยงานดังกล่าวสามารถผลิตแท็บเล็ตได้ เพราะเหตุใดรัฐบาลจึงสั่งซื้อจากประเทศจีน
สำรวจความคิดเห็น
Loading...
สถิติการเข้าชมสูงสุด
1. “โต้ง” ยันรับจำนำข้าว 15,000 บาท ถึง 29 มิ.ย.
2. คอมเฟิร์ม!ข้าวโกดังฉะเชิงเทราเสียหายหนัก
3. โรงสีปัดประท้วงหยุดรับจำนำข้าว อ้างอคส.แจ้งให้ชะลอ..
4. สะพัดนำเข้าเครื่องดักฟัง เจาะข้อมูลกลุ่มล้มทักษิณ
1. “พาณิชย์” เผยไข่ไก่ราคาลงแล้วสวนทางกับผัก
2. “เอกยุทธ” ตายไทยอินไซเดอร์ปิดตัว
3. เปิดบันทึกนักสืบ..คดี “เอกยุทธ อัญชันบุตร”
4. ศธ.ฉาวอีกโยกครู6แสนตั้งผอ. 7 หลัก ร้อง 80 โรงเรียน..
5. นักการเมืองแนะไม่ประมาทเลือกคนขับรถ
6. “บุญทรง” ถก กขช.บ่ายจ่อฟ้องปูดจำนำข้าวเจ๊ง 2.6 แสน..
7. จับตา"ปลูกป่า"หมื่นล้าน ระวังซ้ำรอยเพราะนโยบายไม่ช..
8. ตีแสกหน้า ศธ. อดีตครูต่างชาติวิพากษ์การศึกษาไทย ล้..
1. 'นพดล'แปลกใจ 'จ้อน'เรียกร้องพท.ปฏิรูปพรรค
2. อดีตคตส. ท้า"แม้ว"เปิดหลักฐานใครรับเงิน
3. ลืมแล้วหรือ?"สำนวนที่หายไป"
4. 'แท็กซี่' ร้องขอขึ้นมิเตอร์ เหตุต้นทุนพุ่ง
5. “บุญจง”แนะรัฐแก้ของแพงดีกว่านิรโทษกรรม
6. พิสูจน์ชัด! ขายแพงจริง 2 โรงหนังดัง
7. แฉมะกันบีบเปิดตลาดนำเข้าเนื้อหมู





