ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจฯ ม.รังสิตชี้วิกฤติยูโรทำ ศก.ไทยหดตัว
Date : 2012-07-09 09:10:31
เผยแพร่โดย ศูนย์ข่าวอาร์เอสยูนิวส์

ศูนย์ข่าวอาร์เอสยูนิวส์ / 6 ก.ค. 2555 ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจฯ มหาวิทยาลัยรังสิต เผยเศรษฐกิจไทยส่อแววหดตัวจากวิกฤติหนี้ยุโรป ห่วงปัจจัยทางการเมืองไทยจะกระทบจีดีพีไทย ระบุหากมีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลนอกวิถีทางประชาธิปไตย โดยใช้กระบวนการยุติธรรม อาจทำให้เกิดเหตุการณ์นองเลือด กระทบต่อการลงทุนและเศรษฐกิจ
จากงานเผยแพร่บทวิเคราะห์เรื่อง "วิกฤติหนี้สินยูโรโซน และปรับตัวเลขคาดการณ์เศรษฐกิจ" ซึ่งจัดโดย คณะเศรษฐศาสตร์ และศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจเพื่อการปฏิรูป มหาวิทยาลัยรังสิต
ดร. อนุสรณ์ ธรรมใจ คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ และ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจเพื่อการปฏิรูป มหาวิทยาลัยรังสิต เปิดเผยว่า ลักษณะของผลกระทบของวิกฤติยูโรโซนจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกและไทยในระดับต่างๆกันสามารถแบ่งออกได้เป็น4 กรณี
กรณีที่ 1 คือ ไม่มีประเทศใดที่ประสบปัญหาวิกฤติออกจากระบบยูโรโซน ไม่มีการผิดนัดชำระหนี้ ปัญหาวิกฤติสถาบันการเงินไม่ขยายวง กว้าง โดยกรณีดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อไทยเพียงเล็กน้อยผ่านทางการส่งออก ไม่มีปัญหา Counter Party Risks รุนแรง
กรณีที่ 2มีการผิดนัดชำระหนี้บ้างแต่ไม่มีประเทศใดออกจากยูโรโซน ระดับความรุนแรงของผลกระทบต่อการส่งออกไทยจะเพิ่มขึ้นและมีผลต่อความผันผวนของตลาดการเงินในระดับหนึ่ง และต้องติดตามปัญหา Counter Party Risks อย่างใกล้ชิด กโดยตนเห็นว่าที่ 2 กรณีนี้มีความเป็นไปได้มากที่สุด โดยบทบาทของ Troika (EU-IMF-ECB) จะช่วยควบคุมไม่ให้สถานการณ์วิกฤติลุกลามและขยายวง ดังนั้นโอกาสของการเกิดขึ้นของทั้งสองกรณีจะอยูที่ 70%ซึ่งจะทำให้อัตราการขยายตัวการส่งออกไทยอยู่ที่ 7-8 % และอัตราเติบโตของเศรษฐกิจไทยอยู่ที่ 5-5.5% และหากประเทศกลุ่มยูโรโซนสามารถจัดการไม่ให้เกิดการผิดนัดชำระหนี้ได้ ก็จะไม่เกิดความผันผวนอย่างรุนแรงของตลาดการเงินโลกและภาวะดิ่งลงอย่างแรงของเศรษฐกิจโลก
กรณีที่ 3มีการผิดนัดชำระหนี้ ปัญหาวิกฤติระบบสถาบันการเงินอาจขยายวงกว้างมากขึ้น และอาจมีสถาบันการเงินขนาดใหญ่ล้ม แต่ยังไม่ทำให้บางประเทศต้องออกจากระบบเงินยูโร โดยกรณีนี้จะทำให้การขยายตัวของการส่งออกเป็นบวกเพียงเล็กน้อย อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจโดยภาพรวมอยู่ที่ประมาณ 3%กรณีนี้มีความเป็นไปได้ประมาณ 20%
กรณีที่ 4มีการผิดนัดชำระหนี้ ปัญหาวิกฤติการเงินจะขยายวงกว้าง และจะมีสถาบันการเงินล้มและมีบางประเทศต้องออกจากระบบเงินยูโร ซึ่งทำให้อัตราการขยายตัวของการส่งออกติดลบได้และมีผลทำให้เศรษฐกิจไทยอาจเติบโตต่ำกว่า 2%อย่างไรก็ตาม กรณีที่สี่นี้ มีความเป็นไปได้ที่จะเกิดขึ้นน้อยที่สุด มีโอกาสเกิดขึ้นไม่เกิน 10%
ดร. อนุสรณ์ กล่าวต่อไปว่า ไม่ว่าการคาดการณ์จะออกมาในกรณีใด ก็จะส่งผลให้ภาคส่งออกและเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวลดลง แต่มีระดับที่แตกต่างกัน ดังนั้นเศรษฐกิจไทยโดยภาพรวมครึ่งปีหลังจะเติบโตลดลงกว่าที่คาดการณ์ไว้เดิม เศรษฐกิจโลกจะมีความผันผวนสูงมาก โดยจะมีอัตราการขยายตัวได้ที่ระดับร้อยละ 1.5-2.6%ราคาน้ำมันดิบเฉลี่ยปรับตัวลดลงกว่าที่คาดการณ์ไว้เดิมจากระดับ 118ดอลลาร์ต่อบาร์เรลมาอยู่ที่ 110ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เศรษฐกิจสหรัฐอเมริกามีแนวโน้มฟื้นตัวขึ้นแต่ยังคงอ่อนแอ และอาจมีการดำเนินนโยบาย QE3ในช่วงปลายปีหากสถานการณ์ในยูโรโซนยังลุกลามมากขึ้น
ดร. อนุสรณ์ กล่าวอีกว่า สภาพคล่องส่วนเกินในตลาดการเงินโลกจะลดลงจากปัญหาวิกฤตการณ์ภาคการเงินในยุโรป การเข้ามาเก็งกำไรในตลาดหุ้น ตลาดทองคำ ตลาดซื้อขายน้ำมันล่วงหน้า และตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ ประกอบกับภาวะเศรษฐกิจโดยรวมเริ่มอ่อนแอลงจึงทำให้ราคาหุ้น ทองคำและน้ำมันปรับตัวลดลง แต่เอเชียจะยังคงขยายตัวสูงกว่าภูมิภาคอื่นที่ระดับ 5-5.5% (เดิม 6.5-6.9%) โดยมีการชะลอตัวลงของเศรษฐกิจจากประเทศหลักในเอเชีย
ดร. อนุสรณ์ ธรรมใจ วิเคราะห์ว่า อุปสงค์ในยุโรปโดยเฉพาะกลุ่มยูโรโซนอ่อนแอลงอย่างชัดเจน ส่งผลให้การส่งออกไปยังตลาดยุโรปหดตัวลง 15.4%ในช่วง 4เดือนแรก และคาดว่าทั้งปีน่าจะติดลบไม่ต่ำกว่า (-5) – (-7%) ไทยส่งออกไปยุโรปประมาณ 23,000ล้านยูโร คิดเป็น มูลค่าประมาณ 10.5-11%ของมูลค่าส่งออกทั้งหมดและคิดเป็น 7%เมื่อเทียบกับจีดีพี ขณะที่สินเชื่อของธนาคารยุโรปในไทยในช่วงไตรมาสสี่ปีที่แล้วอยู่ที่ 21,000ล้านยูโรหรือคิดเป็น 6%ของจีดีพี ผลกระทบจะเกิดขึ้นที่ภาคส่งออกเป็นหลัก ภาคการเงินแทบจะไม่มีผลกระทบเลย มีเพียงปัญหา Counter Party Risks เท่านั้นที่อาจทำให้สถาบันการเงินไทยระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อเพิ่มขึ้นสำหรับกิจการที่มีธุรกรรมกับยุโรป
ดร. อนุสรณ์ ธรรมใจ กล่าวอีกว่า ผลกระทบยูโรโซนและปัจจัยเสี่ยงทางการเมืองรุนแรงที่สุดจะมีผลต่อการท่องเที่ยวอัตราการขยายตัวลดลง 5.24%มีรายได้จากการท่องเที่ยวอยู่ที่ 555,253ล้านบาท รายได้ท่องเที่ยวลดลงราว 76,828ล้านบาทจากกรณีปรกติ จากสถิตินักท่องเที่ยวของกรมการท่องเที่ยวพบว่าจำนวนนักท่องเที่ยวชาวยุโรปที่เดินทางมาประเทศไทยยังคงขยายตัวได้สูงกว่าอัตราการขยายตัวเฉลี่ยของนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติทั้งหมดโดยที่ จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ 5เดือนแรก เพิ่มขึ้นร้อยละ 7.27เป็นการเพิ่มขึ้นของนักท่องเที่ยวจากเกือบทุกภูมิภาค โดยเฉพาะ ภูมิภาคแอฟริกา อเมริกา และยุโรป เพิ่มขึ้นร้อยละ 30.46 10.92และ 10.91ตามลำดับ สถานการณ์วิกฤติหนี้สินยูโรโซนจะส่งผลต่อกำลังซื้อถดถอยและยกเลิกการท่องเที่ยวได้
ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจเพื่อการปฏิรูป มหาวิทยาลัยรังสิต อธิบายเพิ่มเติมว่า จากปัจจัยที่มีการเปลี่ยนแปลงทำให้ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจเพื่อการปฏิรูปต้องปรับเปลี่ยนการคาดการณ์อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจไทยปี 2555เหลือเพียง 5-5.5%จากที่คาดการณ์ไว้เดิมที่ระดับ 5.8-6.5% (คาดการณ์ ปลายปี 54และเมษายน ปี 55) โดยจีดีพีไตรมาสสามเติบโตประมาณ 5.2 % (เดิมคาดการณ์ไว้ที่ 6.5%) จีดีพีไตรมาสสี่ 13% (เดิมคาดการณ์ไว้ที่ 13%) เศรษฐกิจไทยช่วงครึ่งปีหลังยังขยายเพิ่มขึ้นจากภาคการลงทุนและการฟื้นตัวหลังน้ำท่วมของภาคการผลิต แต่ถูกกดดันอย่างมากจากอุปสงค์ของประเทศคู่ค้าโดยเฉพาะในยุโรปที่ลดลงอย่างชัดเจนทำให้การส่งออกไม่เป็นไปตามเป้าหมาย จึงมีความจำเป็นต้องเร่งกระตุ้นการลงทุนและการบริโภคภายในด้วยการดำเนินนโยบายผ่อนคลายทางการเงินและการคลังควบคู่กันไป โดยอัตราดอกเบี้ยนโยบายสามารถปรับลดลงได้อีกอย่างน้อย 0.5-1.0%หากเห็นว่าเศรษฐกิจชะลอตัวมากเกินไป เนื่องจากความกังวลเรื่องอัตราเงินเฟ้อและเสถียรภาพเศรษฐกิจไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไป โดยศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ เพื่อการปฏิรูปคาดการณ์ว่า อัตราเงินเฟ้อจะปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ 3-3.5%เท่านั้น
คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ ยังสรุปปัจจัยเสี่ยงทางการเมือง ทิ้งท้ายว่า
1.มีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลนอกวิถีทางประชาธิปไตย โดยใช้กระบวน การยุติธรรม ที่ไม่เป็นธรรม จะทำให้ไทยสูญเสียความเชื่อมั่นต่อระบบยุติธรรมของประเทศและนำมาสู่ความขัดแย้งทางการเมืองอย่างรุนแรง นองเลือด กระทบต่อการลงทุนและเศรษฐกิจ อาจทำให้ไทยก้าวสู่ “ทศวรรษแห่งความถดถอยและเติบโตต่ำ”
2.รัฐบาลอยู่ได้ตามวาระ สามารถประสบความสำเร็จในการสร้างความปรองดองจะทำให้สามารถก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนได้ภายใน 5 ปีข้างหน้า ด้วยปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่เข้มแข็งและความได้เปรียบหลายด้านโดยเฉพาะที่ตั้งทางภูมิศาสตร์
3.การถอยคนละก้าวของคู่ความขัดแย้ง จะทำให้ไทยสามารถก้าวข้าวพ้นวิกฤติการเมืองรอบใหม่ และเป็นการหลีกเลี่ยงผลกระทบปัจจัยเสี่ยงทางการเมืองที่จะมีต่อเศรษฐกิจและการลงทุนของประเทศ
ด้านดร. นันทรัตน์ ตั้งวิฑูรธรรม นักวิจัยประจำศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจเพื่อการปฏิรูป และอาจารย์ประจำ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวถึงผลกระทบต่อภาคการท่องเที่ยว จากวิกฤติยูโรโซนที่เกิดขึ้นว่า ขณะนี้ยังไม่เห็นผลกระทบชัดเจน เนื่องจากสถิติของกรมการท่องเที่ยวระบุว่า จำนวนนักท่องเที่ยวชาวยุโรปที่เดินทางมาประเทศไทยยังคงขยายตัวได้สูงกว่าอัตราการขยายตัวเฉลี่ยของนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติทั้งหมด ดังนั้นการคาดการณ์รายได้จากการท่องเที่ยวในปี 2555นี้จึงตั้งอยู่บนสมมติฐานที่ว่า มีปัจจัยที่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อรายได้ และจำนวนนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติอยู่ 2ปัจจัยด้วยกัน ได้แก่ 1) สถานการณ์หนี้ในยูโรโซน และ 2) เสถียรภาพทางการเมืองภายในประเทศไทย โดยกำหนดให้ปัจจัยอื่นๆ คงที่ เช่น นโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวของรัฐบาล วิกฤตการณ์ภัยธรรมชาติ เป็นต้น โดยการวิเคราะห์นี้จะมีการสมมติเหตุการณ์ที่น่าจะเป็นไปได้ 6กรณี
กรณีที่ 1: ผลกระทบยูโรโซนเล็กน้อย และการเมืองมีเสถียรภาพ คาดว่าประเทศไทยจะมีรายได้จากการท่องเที่ยวประมาณ 596,595ล้านบาท โดยเพิ่มขึ้นจากปี 2554ประมาณ 1.81%
กรณีที่ 2: ผลกระทบยูโรโซนเล็กน้อย และการเมืองไม่มีเสถียรภาพ คาดว่าประเทศไทยจะมีรายได้จากการท่องเที่ยวประมาณ 568,429ล้านบาท โดยปรับตัวลดลงจากปี 2554ประมาณ 2.99%
กรณีที่ 3: ผลกระทบยูโรโซนปานกลาง และการเมืองมีเสถียรภาพ คาดว่าประเทศไทยจะมีรายได้จากการท่องเที่ยวประมาณ 589,642ล้านบาท โดยปรับตัวเพิ่มขึ้นจากปี 2554ประมาณ 0.63%
กรณีที่ 4: ผลกระทบยูโรโซนปานกลาง และการเมืองไม่มีเสถียรภาพ คาดว่าประเทศไทยจะมีรายได้จากการท่องเที่ยวประมาณ 561,841ล้านบาท โดยลดลงจากปี 2554ประมาณ 4.12%
กรณีที่ 5: ผลกระทบยูโรโซนรุนแรง และการเมืองมีเสถียรภาพ คาดว่าประเทศไทยจะมีรายได้จากการท่องเที่ยวประมาณ 582,688ล้านบาท โดยลดลงจากปี 2554ประมาณ 0.56%
กรณีที่ 6: ผลกระทบยูโรโซนรุนแรง และการเมืองไม่มีเสถียรภาพ คาดว่าประเทศไทยจะมีรายได้จากการท่องเที่ยวประมาณ 555,253 ล้านบาท โดยมีการปรับตัวลดลงจากปี 2554 ประมาณ 5.24%
สำรวจความคิดเห็น
Loading...
สถิติการเข้าชมสูงสุด
1. “โต้ง” ยันรับจำนำข้าว 15,000 บาท ถึง 29 มิ.ย.
2. คอมเฟิร์ม!ข้าวโกดังฉะเชิงเทราเสียหายหนัก
3. โรงสีปัดประท้วงหยุดรับจำนำข้าว อ้างอคส.แจ้งให้ชะลอ..
4. สะพัดนำเข้าเครื่องดักฟัง เจาะข้อมูลกลุ่มล้มทักษิณ
5. ผ่าวงการสงฆ์ พ.ศ.2556 ยุคผ้าเหลืองเสื่อมสุดขีด…?
6. ลดราคาจำนำข้าวตันละ 12,000 บาท "เสียหน้า" ดีกว่า "..
7. คนไทยจ่ายคนละ 2,000 บาท/ปี เซ่นนโยบายรับจำนำข้าว
8. จี้รัฐแก้ปัญหาคอร์รัปชันก่อนพาประเทศสู่วิกฤติ
1. “พาณิชย์” เผยไข่ไก่ราคาลงแล้วสวนทางกับผัก
2. “เอกยุทธ” ตายไทยอินไซเดอร์ปิดตัว
3. เปิดบันทึกนักสืบ..คดี “เอกยุทธ อัญชันบุตร”
4. ศธ.ฉาวอีกโยกครู6แสนตั้งผอ. 7 หลัก ร้อง 80 โรงเรียน..
5. นักการเมืองแนะไม่ประมาทเลือกคนขับรถ
6. “บุญทรง” ถก กขช.บ่ายจ่อฟ้องปูดจำนำข้าวเจ๊ง 2.6 แสน..
7. จับตา"ปลูกป่า"หมื่นล้าน ระวังซ้ำรอยเพราะนโยบายไม่ช..
8. ตีแสกหน้า ศธ. อดีตครูต่างชาติวิพากษ์การศึกษาไทย ล้..
1. 'นพดล'แปลกใจ 'จ้อน'เรียกร้องพท.ปฏิรูปพรรค
2. อดีตคตส. ท้า"แม้ว"เปิดหลักฐานใครรับเงิน
3. ลืมแล้วหรือ?"สำนวนที่หายไป"
4. 'แท็กซี่' ร้องขอขึ้นมิเตอร์ เหตุต้นทุนพุ่ง
5. “บุญจง”แนะรัฐแก้ของแพงดีกว่านิรโทษกรรม
6. พิสูจน์ชัด! ขายแพงจริง 2 โรงหนังดัง
7. แฉมะกันบีบเปิดตลาดนำเข้าเนื้อหมู





