วอนบางจากทํากันชนรอบโรงกลั่น

Date : 2012-07-06 10:21:46

เผยแพร่โดย ศูนย์ข่าวอาร์เอสยูนิวส์

 

 

ไทยรัฐ / 6 ก.ค. 2555 อุตสาหกรรมกําชับสร้างความเชื่อมั่น!ชาวบ้านยัน-ไม่ย้าย

ชาว ชุมชนใกล้โรงกลั่นน้ำมันบางจากยังขวัญผวาเหตุท่อน้ำมันบึม ทว่ายืนยันไม่ย้ายหนีไปไหน ขอแค่เพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัย ด้านผู้บริหารบริษัท บางจากปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) พาทัพนักข่าวดูสถานที่เกิดเหตุ ยินดีรับผิดชอบค่าเสียหายแก่ชาวบ้าน อ้างเป็นเรื่องของอุบัติเหตุ ส่วนตำรวจยังไม่ฟันธง ไม่ทิ้งปมประมาทของเจ้าหน้าที่ หรือเจตนาจงใจให้เกิดเรื่อง นายกฯยิ่งลักษณ์กำชับกระทรวงพลังงาน กระทรวงอุตสาหกรรม ไขปริศนาระเบิด พร้อมเตรียมล้อมคอกโรงงานที่เกี่ยวข้อง ขณะที่สำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กทม.เตรียมร่างแผนอพยพกรณีฉุกเฉิน กระทรวงอุตสาหกรรมร้องขอให้บางจากฯทำพื้นที่แนวกันชนระหว่างโรงกลั่นกับ ชุมชน

จากเหตุการณ์ระทึกขวัญท่อน้ำมันก๊าดของโรง กลั่นน้ำมันบริษัท  บางจากปิโตรเลียม  จำกัด  (มหาชน) ถนนริมทางรถไฟสายเก่า ซอยสุขุมวิท 64  แขวงบางจาก  เขตพระโขนง  กทม.  เกิดแตกจนระเบิดไฟลุกท่วมทำให้เกิดเปลวเพลิงและกลุ่มควันพวยพุ่งสูงกว่าตึก  10  ชั้น เมื่อเช้าวันที่  4  ก.ค.ที่ผ่านมา  เจ้าหน้าที่กู้ภัยต้องระดมกำลังกันใช้น้ำและโฟมฉีดสกัดกั้นใช้เวลานานราว  30 นาที สร้างความเสียหายนับร้อยล้านบาท

ความคืบหน้าเมื่อเวลา 10.30 น. วันที่  5 ก.ค.นายอนุสรณ์ แสงนิ่มนวล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท  บางจากปิโตรเลียม  จำกัด  (มหาชน)  และนายวิเชียร  อุษณาโชติ  รองกรรมการผู้จัดการใหญ่  บริษัท  บางจากปิโตรเลียม จำกัด  (มหาชน)  พร้อมเจ้าหน้าที่ บริษัทได้เชิญสื่อมวลชนเข้าไปดูสภาพความเสียหายที่จุดเกิดเหตุภายในโรงกลั่น น้ำมันดิบ  แต่ให้อยู่ห่างจากท่อน้ำมันก๊าดที่แตกประมาณ  500-700  เมตร  เนื่องจากยังมีความร้อนระอุอยู่  จำเป็นต้องกั้นแนวพื้นที่บริเวณโดยรอบเป็นเขตห้ามเข้า  รวมถึงกำหนดเป็นจุดห้ามใช้โทรศัพท์มือถือ  หรืออุปกรณ์การสื่อสารทุกชนิดที่อาจก่อให้เกิดประกายไฟจุดระเบิดซ้ำขึ้นมา อีก  ท่ามกลางกลิ่นน้ำมันก๊าดฟุ้งกระจายตลอดเวลา

นายอนุสรณ์เปิดเผย ว่า บริษัทจัดเจ้าหน้าที่ผู้ชำนาญการเข้าตรวจสอบสภาพความเสียหายอย่างละเอียด แล้ว  และเตรียมที่จะประเมินว่าสามารถซ่อมแซม อุปกรณ์  หรือหอแยกน้ำมันก๊าดได้หรือไม่  หากไม่สามารถซ่อมแซมปรับปรุงได้  บริษัทจะสั่งซื้อหอแยกน้ำมันก๊าดใหม่ทั้งหมดจากต่างประเทศทันที โดยใช้เวลาประเมินและตรวจสอบประมาณ  2-3  เดือนนับจากนี้  ส่วนหอกลั่นที่  2  ที่มีกำลังการผลิตแยกน้ำมันดิบวันละ 40,000 บาร์เรลต่อวัน  ที่ไม่ได้เกิดเหตุระเบิดด้วยนั้นได้ให้เจ้าหน้าที่วิศวกรตรวจสอบความเสียหาย เพื่อความปลอดภัยด้วยว่าสามารถผลิตแยกน้ำมันดิบได้ต่อหรือไม่ คาดว่าจะใช้เวลาตรวจสอบราว 7 วัน

กรรมการผู้จัดการใหญ่บริษัทน้ำมัน บางจากกล่าวต่อว่า ส่วนของชุมชนที่อยู่รอบๆ บริษัทจัดเจ้าหน้าที่พร้อมช่างและผู้รับเหมาลงพื้นที่ตรวจสอบบ้านเรือนที่ ได้รับความเสียหายแล้ว  จากนั้นบริษัทยินดีจะซ่อมแซมให้เสร็จสมบูรณ์โดยไม่คิดค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น ขอให้ชาวชุมชนมีความมั่นใจว่าเราจะรับผิดชอบทรัพย์สินที่เสียหายทั้งหมด  เบื้องต้นมีบ้านได้รับความเสียหาย 50 หลังคาเรือน มีทั้งประตูรั้วพัง กระจกหน้าต่างแตก หลังคาบ้านที่มุงกระเบื้องแตก น่าจะใช้เวลาซ่อมเสร็จในวันที่ 6 ก.ค.นี้ และหลังจากจัดเจ้าหน้าที่ลงพูดคุยกับชาวบ้าน  เกือบทุกคนไม่เรียก ร้องค่าเสียหาย  พร้อมเข้าใจว่า  เป็นเรื่องของอุบัติเหตุ ไม่มีใครต้องการให้เกิดขึ้น

ด้านนางละออง กิจเขต อายุ 67 ปี เจ้าของบ้านเลขที่ 204 ชุมชนข้างโรงกลั่นน้ำมันบางจากที่ถูกแรงระเบิดทำให้ฝ้าเพดานเสียหาย  กล่าวว่า  ช่วงเกิดเหตุได้ยินเสียงระเบิดดังสนั่นหวั่นไหว  ฝ้าเพดานพังทะลุหลุดตกลงมาหลายแผ่น  คนในบ้านพากันตกใจอกสั่นขวัญหายไปกันหมด  แต่รู้สึกดีที่บริษัทบางจากออกมารับผิดชอบความเสียหายที่เกิดขึ้น  ถึงกระนั้นก็ตาม อยากให้โรงกลั่นน้ำมันมีความปลอดภัยมากกว่านี้  เพราะเกรงว่าหากเกิดระเบิดอีกครั้งอาจจะรุนแรงกว่านี้ เนื่องจากชุมชนโดยรอบมีจำนวนมาก  ทั้งลูกเด็กเล็กแดง  และผู้สูงอายุอาศัยอยู่

ขณะที่ น.ส.นงเยาว์ อินทุวงศ์ อายุ 26 ปี อยู่บ้านเลขที่ 2227/1 ซอยพูนสิน  10  แยก  29  สุขุมวิท 66/1 ได้รับผลกระทบกระเทือนจากเหตุการณ์ เดียวกันจนเพดานห้องครัวเป็นรูโหว่ ฝ้าและหลอดไฟตกลงมาแตกกระจายเกลื่อนเต็มพื้น  เจ้าตัวเผยว่า  อยู่บ้านหลังนี้มา 6 ปีแล้ว วันเกิดเหตุกำลังทำอาหารอยู่ ได้ยินเสียงระเบิดดังสนั่น  2  ครั้งซ้อน จึงรีบอุ้มลูกชายวัยขวบเศษวิ่งหนีออกมานอกบ้าน  เพราะตอนแรกคิดว่าแก๊สหุงต้มระเบิด  ก่อนที่จะทราบตอนหลังว่าเป็นเสียงระเบิดจากโรงกลั่นน้ำมัน  ยังรู้สึกกลัวกับเหตุที่เกิดขึ้น  เนื่องจากในบ้านมีเด็กเล็ก  2  คนชอบนั่งเล่นบริเวณฝ้าเพดานหล่นประจำ โชคดีที่ครั้งนี้คนในบ้านไม่ได้รับบาดเจ็บ แต่ยืนยันว่าจะอยู่ต่อไป ไม่ย้ายไปไหน  ถึงแม้ว่าจะเคยเกิดเหตุเพลิงไหม้ในโรงกลั่นดังกล่าวเมื่อหลายปีที่แล้ว

นาย สวัสดิ์ คำเวบุญ อายุ 76 ปี อดีตพนักงานไปรษณีย์ไทย เจ้าของบ้านที่ได้รับความเสียหายไม่แพ้กัน เผยนาทีระทึกว่า กำลังนั่งทำงานอยู่หลังบ้าน พอเกิดเสียงระเบิดดังสนั่น แรงสั่นสะเทือนถึงกับทำให้ตนล้มไปกองอยู่ที่พื้น เมื่อตรวจสอบบริเวณกระจกเหนือประตูหน้าบ้านแตกกระจายเกลื่อน กระจกบันไดชั้น 2 มีรอยร้าว ตนอยู่บ้านหลังนี้มาเกือบ 40 ปี เคยเกิดเหตุการณ์ลักษณะคล้ายกันแบบนี้มาแล้ว 2-3 ครั้ง แต่ครั้งนี้นับว่ารุนแรงที่สุด ส่วนนายยุทธ บุญเสริม อายุ 69 ปี อดีตพนักงานทีโอที กล่าวว่า แรงสั่นสะเทือนหลังโรงกลั่นระเบิดรู้สึกได้ว่า ตัวบ้านลอยขึ้น ฝ้าเพดานชั้น 2 ก็เลื่อนขยับหล่นลงมา เพื่อนบ้านบางคนเกิดอาการหูอื้อนานกว่า 1 ชั่วโมง แต่ยืนยันว่าจะไม่ย้ายออก เพราะอยู่มาประมาณ 22 ปี แค่อยากให้บริษัทบางจากมีมาตรการในการควบคุมมาตรฐานที่สูงกว่านี้ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ชาวบ้าน

พ.ต.ท.รุ่งชาติ รุ่งทอง รอง ผกก.สส.สน.พระโขนง กล่าวถึงสำนวนการสอบสวนว่า ได้ประสานตำรวจกองพิสูจน์หลักฐานไปตรวจสอบที่เกิดเหตุได้เพียงบางจุดเท่า นั้น เนื่องจากยังมีความร้อนสูงอยู่ถึงแม้ไม่มีเปลวไฟปะทุ ต้องรอให้ความร้อน  เย็นลงอีกประมาณ 1-2 วัน หรือรอให้บริษัทบางจากประสานมาว่า สามารถเข้าไปตรวจสอบพื้นที่ได้อย่างปลอดภัยตอนไหน เบื้องต้นตั้งข้อสันนิษฐานถึงเหตุระเบิดไว้ 3 ข้อ คือ อุบัติเหตุจากอุปกรณ์ จากความประมาทของเจ้าหน้าที่ และเกิดจากเหตุจงใจของเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงาน แต่ต้องรอผลตรวจทุกอย่างให้ชัดเจนจึงจะสรุปได้

ที่ศาลาว่าการ กทม. นางศิลปสวย ระวีแสง–สูรย์ ผอ.เขตพระโขนง กล่าวหลังประชุมร่วมกับคณะกรรมการชุมชน 5 ชุมชนที่อยู่ใกล้โรงกลั่นน้ำมันบางจาก ได้แก่ ชุมชนหน้าวัดบุญรอดธรรมาราม ชุมชนหลังวัดบุญรอดธรรมาราม ชุมชนหน้า ร.ร.บางจาก ชุมชนเล็กเที่ยง และชุมชนข้างโรงกลั่น ว่า ที่ประชุมมีการหารือเพื่อทำแผนอพยพกรณีเกิดเหตุ แบ่งเป็น 3 ระยะ คือ ระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว ให้มีความชัดเจน และครอบคลุมทุกพื้นที่เสี่ยง ตลอดจนขอให้มีการบูรณาการทำงานร่วมกันนับจากนี้เป็นต้นไป ในส่วนของการทำแผนอพยพนั้น สำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กทม.จะเป็นผู้รับดำเนินการก่อนทำความเข้าใจและซักซ้อมแผนกับประชาชน

นาย เผดิมชัย สะสมทรัพย์ รมว.แรงงาน กล่าวว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี สั่งให้กระทรวงพลังงานร่วมกับกระทรวงอุตสาหกรรมตรวจสอบสาเหตุที่ระเบิดว่า เกิดจากอะไร เพื่อหาทางแก้ไข และให้กระทรวงแรงงานไปแยกแยะว่า มีโรงงานที่เกี่ยวข้องกับสารเคมีทั้งหมดกี่แห่ง มีสารเคมีชนิดใดบ้าง ในแต่ละประเภทมีโรงงานที่เกี่ยวข้องจำนวนเท่าใด รวมถึงอยู่ในพื้นที่ไหน เพื่อร่วมกับกระทรวงต่างๆ หาแนวทางแก้ไขให้ตรงจุด ขณะเดียวกัน กระทรวงแรงงานยังส่งเจ้าหน้าที่ด้านความปลอดภัยเข้าไปช่วยตรวจสอบด้านความ ปลอดภัยในโรงกลั่นน้ำมันบางจากด้วย

ส่วนนายอาทิตย์ อิสโม อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน แสดงความเห็นว่า ให้เจ้าหน้าที่ไปตรวจสอบความปลอดภัย ประสานกระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพื่อตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงว่า สาเหตุที่เกิดขึ้นมาจากระบบการทำงานของเครื่องจักร หรือความประมาทของพนักงานที่คุมเครื่องจักร โดยจะเชิญผู้บริหารบริษัทบางจากมาให้ข้อมูลในวันที่ 10 ก.ค. หากผลการตรวจสอบพบว่า ระบบการทำงานของเครื่องจักรมีปัญหา จะต้องปรับปรุงให้ดีขึ้นตามระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด แต่ถ้าเป็นความประมาทของพนักงานคุมเครื่องจักร จะต้องจัดอบรมให้ความรู้เพิ่มเติม หากไม่มีความรู้ความชำนาญในหน้าที่ต้องปรับเปลี่ยนให้เหมาะสม แต่การลงโทษขึ้นอยู่กับระเบียบข้อบังคับของบริษัทที่กำหนดไว้

ล่าสุด มีรายงานว่า กระทรวงอุตสาหกรรมจะทำหนังสือไปขอความร่วมมือบริษัท บางจาก ปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) ให้จัดทำพื้นที่กันชนระหว่างโรงกลั่นน้ำมันกับชุมชนเพื่อสร้างความเชื่อมั่น ให้ชาวบ้าน หลังจากเกิดเหตุเพลิงไหม้ แม้ปัจจุบันการทำแนวกันชนไม่ได้เป็นกฎหมายบังคับ แต่เป็นความสมัครใจของผู้ประกอบการแต่ละรายที่จะทำขึ้นเอง สำหรับโรงกลั่นบางจากแห่งนี้ยังอยู่ระหว่างหยุดการดำเนินการ 30 วัน ในพื้นที่หอกลั่นที่ 3 ตาม พ.ร.บ.โรงงานปี 2535 มาตรา 39 ที่ถือเป็นมาตรการให้โรงงานอุตสาหกรรมต้องไปปรับปรุงเรื่องความปลอดภัยให้ เรียบร้อย อย่างไรก็ตาม กระทรวงอุตสาหกรรมอยู่ระหว่างการจัดทำประกาศกระทรวงว่าด้วยเรื่องการกำหนด ให้โรงงานอุตสาหกรรมต้องจัดทำรายงานประเมินความเสี่ยง โดยเฉพาะโรงงานที่เข้าข่ายมีความเสี่ยงจะเกิดอันตรายที่ปัจจุบันมีอยู่ 900 โรงงาน จากทั้งหมด 2,600 ราย

รายละเอียดของร่างประกาศฉบับดังกล่าวจะ กำหนดให้ 1. โรงงานอุตสาหกรรมต้องตรวจสอบวิเคราะห์โรงงานของตัวเองว่า ภายในโรงงานมีพื้นที่กี่จุดที่เป็นจุดเสี่ยงจะเกิดอุบัติภัย และต้องระบุวิเคราะห์ความเสี่ยงว่าจะเกิดขึ้นได้จากเหตุการณ์ใดบ้าง 2. ประเมินความเสี่ยงในแต่ละจุด และโอกาสที่จะเกิดขึ้น รวมถึงกำหนดระดับความเสี่ยงของแต่ละจุดว่าหากเกิดขึ้นแล้วจะสร้างผลกระทบ อย่างไรบ้าง 3. จัดทำแผนบริหารความเสี่ยงให้อยู่ในระดับที่ควบคุมได้ และ 4. ให้โรงงานจัดทำแผนฉุกเฉินและจัดให้มีการซ้อมแผนฉุกเฉินทุก 6 เดือนเพื่อรับมือกับเหตุการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้น และกำหนดอย่างชัดเจนว่าใครควรอยู่ร่วมซ้อมแผนฉุกเฉินด้วย รวมทั้งต้องนำแผนของชุมชนมาประกอบกับแผนของโรงงาน

สำรวจความคิดเห็น

Loading...

สถิติการเข้าชมสูงสุด