แฉกรมชลฯแต่งข้อมูลอีไอเอ'เขื่อนแม่วงก์' ทั้งพื้นที่-ระดับน้ำชงเข้าคชก.-ครม. (2)

Date : 2012-07-04 11:14:32

เผยแพร่โดย ศูนย์ข่าวอาร์เอสยูนิวส์

 

แฉอีไอเอเขื่อนแม่วงก์แต่งข้อมูลเสนอครม.

 

ในฐานะอดีตคณะผู้ชำนาญการพัฒนาแหล่งน้ำ ดร.ปริญญากล่าวว่า รายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมโครงการเขื่อนแม่วงก์ เล่มแรก จัดทำโดยมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งคชก.ในขณะนั้น ได้ขอข้อมูลเพิ่มเติมจากกรมชลประทาน เพื่อเปรียบเทียบพื้นที่ทั้ง 2 แห่ง ที่จะมีการก่อสร้างเขื่อนแม่วงก์ว่าแตกต่างกันอย่างไร และพบว่า พื้นที่รับน้ำของเขื่อนแม่วงก์  ที่เขาสบกกอยู่ที่ 612 ตร.กม. เขาชนกัน 930 ตร.กม. พื้นที่น้ำท่วมเขาสบกก 17.6 ตร.กม. ท่วมสูงสุดประมาณ 19 ตร.กม.  เขาชนกัน 68  ตร.กม. ระดับกักเก็บปกติ เขาสบกก 230 ล้านลบ.ม. เขาชนกัน 650 ล้าน ลบ.ม. การลงทุนค่าทำนบ เขาสบกก 1,148 ล้านบาท เขาชนกัน 620 ล้านบาท และค่าลงทุนต่อไร่ เขาสบกก 8,120 บาทต่อไร่ ในขณะที่เขาชนกัน 6,660 บาทต่อไร่ ทั้งนี้จากตัวเลขของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ชัดเจนว่า หากสร้างเขื่อนแม่วงก์ที่เขาชนกัน จะได้ประโยชน์มากกว่าที่เขาสบกก

 

“วิญญูชนผู้มีใจเป็นธรรม เห็นแค่นี้ก็รู้แล้วว่าควรสร้างที่ไหน น้ำก็ได้มากกว่า ลงทุนก็น้อยกว่าแต่ไม่ทำ จะทำที่มันทำยาก ค่าก่อสร้างก็แพงกว่า แปลว่าอะไร”

 

นอกจากนี้รายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม ฉบับของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ยังระบุด้วยว่า โครงการชลประทานจะมีพื้นที่ชลประทาน 291,900 ไร่ เป็นการปรับปรุงพื้นที่ชลประทานเดิม ซึ่งมีระบบฝายอยู่แล้ว 230,000 ไร่ และพื้นที่ชลประทานเปิดใหม่ 61,900 ไร่ ผลการเปรียบเทียบด้านวิศวกรรม เศรษฐกิจและสังคมพบว่า การสร้างเขื่อนที่เขาชนกันจะให้อัตราตอบแทนที่สูงกว่าการสร้างที่เขาสบกก

 

สงสัยที่ดินปลูกป่าถาวรเฉลิมพระเกียรติกลายเป็นของนายทุน

 

พื้นที่เขาสบกก เป็นอุทยานแห่งชาติแม่วงก์ จะถูกน้ำท่วม11,850 ไร่ ในขณะที่พื้นที่เขาชนกัน เคยเป็นป่าสงวนแห่งชาติ และเป็นแปลงปลูกป่าของ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ซึ่งในรายงานปี 2540 มีรายงานระบุว่า เป็นของทั้งกฟผ.และบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)

 

“ผมถามว่าแล้วกลายเป็นที่ดินของชาวบ้านไปได้อย่างไร ถ้าเป็นพื้นที่ปลูกป่าถาวรเฉลิมพระเกียรติ เรื่องต่างๆเหล่านี้ที่ผมปรารภมาจะต้องคลี่ออกให้ชัดในทุกเรื่องไป มิฉะนั้นจะเป็นการต่อปีกต่อหางให้นายทุนทั้งสิ้น”

 

อย่างไรก็ตาม เมื่อปี 2540 กรมชลประทานส่งรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม ฉบับเพิ่มเติม ให้สำนักนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งจัดทำโดย บริษัท พอล คอนซัลแตนท์ จำกัด และบริษัท ครีเอทีฟ เทคโนโลยี จำกัด ในปีพ.ศ.2540 มีการแก้ไขตัวเลขความจุอ่างที่ใช้งานได้ ของอ่างเก็บน้ำเขาชนกันจาก 650 ล้านลูกบาศก์เมตร เป็น 340 ล้านลูกบาศก์เมตร ความจุอ่างที่ใช้งานได้ ที่เขาชนกัน จากเดิม 650 ล้าน ลบ.ม. กลายเป็น 340 ล้าน ลบ.ม.  เพื่อลดความชอบธรรมในการเลือกพื้นที่เขาชนกัน ทั้งนี้ตัวเลขดังกล่าวยังมากกว่าบริเวณจุดสร้างที่เขาสบกกอยู่ดี

 

“เขาเล่นกันดื้อๆ แบบนี้ครับ  คชก.ท่านซื่อ บริสุทธิ์ ท่านเชื่อข้อมูลที่ส่งมาให้ ใครจะไปคิดว่ามีการปรับตัวเลข ให้อะไรมาก็พิจารณาไปตามนั้น”

 

แนะคชก.ตีกลับอีไอเอไปแก้ไขข้อมูล จี้ถามค่าก่อสร้างทำไมโอเวอร์

 

ดร.ปริญญากล่าวต่อว่า จากแผนที่ภูมิประเทศ มาตราส่วน 1: 50,000 บ้านวังหินดาด อ่างเก็บน้ำเขาสบกก ซึ่งมีระดับกักเก็บสูงสุดที่ +207.5 เมตร รทก. (เหนือระดับน้ำทะเลปานกลาง) แม้จะใช้เส้นความสูง 210 เมตร รทก. จะได้พื้นที่น้ำท่วมอย่างมากที่สุด 10 ตร.กม. ในขณะที่มีการอ้างถึงพื้นที่น้ำท่วมว่า ได้เท่ากับ 17.6 ตร.กม. ที่ระดับกักเก็บปกติ และ 19.8 ตร.กม. ที่ระดับน้ำสูงสุดมาได้อย่างไร ถ้าคชก.ผ่านเรื่องนี้ได้ คชก.อาจจะติดตารางได้ ถ้ามีคชก.นั่งอยู่ในนี้ ขอให้ไปทำการบ้านด้วย ทำข้อมูลให้ถูกต้องตามความเป็นจริงทั้งหมดเสียก่อน แล้วจึงเริ่มพิจารณากันใหม่ นี่เป็นข้อแนะนำ อย่าดันทุรังต่อไป เดี๋ยวจะมีคนพาท่านไปศาล

 

ประเด็นที่น่าสนใจอีกข้อหนึ่งคือ ราคาประมาณการก่อสร้างของโครงการเขื่อนแม่วงก์ ที่เสนอคณะรัฐมนตรี คือ 13,280 ล้านบาท ซึ่งดร.ปริญญาเล่าให้ฟังกรณีเขื่อนแม่มอก อ.เถิน จ.ลำปาง เป็นเขื่อนดินยาว 1,900 เมตร สูง 22 เมตร ความจุอ่างเก็บน้ำ 138 ล้าน.ลบ.ม. ความจุที่ระดับกักเก็บปกติ 97 ล้าน ลบ.ม.  สร้างเมื่อปี 2541 ราคากลางกรมชลประทาน 600 ล้านบาท แต่มีผู้รับเหมาประมูลได้ 237 ล้านบาท ตอนนั้นเศรษฐกิจฟุบ ผู้รับเหมาเป็นบริษัทต่อรถยนต์ที่บ้านโป่งรับงานนี้ และทำสำเร็จด้วย

 

“ถามว่าราคากลางที่ตั้งมันโอเวอร์ประมาณเท่าไร ใครตอบได้บ้าง อย่าลืมว่าตอนนี้กรมชลประทานมีศูนย์ประสานราชการใสสะอาด”

 

จวกกรมชลฯแก้ปัญหาเขื่อนเก่าก่อนค่อยสร้างเขื่อนใหม่

 

ดร.ปริญญากล่าวอีกว่า  มีโครงการก่อสร้างเขื่อนของกรมชลประทาน ที่เข้าสู่การพิจารณาของคชก. ซึ่งคชก.ได้ยื่นเงื่อนไขให้กรมชลประทานแก้ปัญหาการอพยพของชุมชน และกรมชลประทานได้รับเป็นเงื่อนไขที่จะดำเนินการ หลังคชก.ให้โครงการผ่าน อย่างไรก็ตามจากการติดตามหลังจากนั้น กรมชลประทานมิได้ดำเนินการเพื่อแก้ปัญหาแต่อย่างใด ประชาชนที่ถูกอพยพในหลายๆเขื่อน ยังต้องเผชิญกับปัญหา

 

“ปัญหาชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบ สมัยผมเป็นคชก.ลงพื้นที่พร้อมกับอธิบดีกรมชลประทาน เมื่อไปดูพื้นที่พบว่าเป็นหิน ดิน ลูกรัง เราก็คุยกับรองอธิบดีกรมชลประทานว่า ถ้าท่านจะให้เขื่อนนี้ผ่าน รับปากได้ไหมว่าจะขุดดินจากอ่างเก็บน้ำมาใส่แปลงที่จะอพยพชาวบ้านไปทั้งหมด เพราะข้อตกลงคือแปลงละ 15 ไร่ กรมชลฯรับปาก เมื่อรับปากคชก.อนุมัติอันนี้ก็เป็นเงื่อนไขไป เวลานี้ผู้อพยพจากเขื่อนดังกล่าวยังไม่ได้ที่ดินยังมีอีกมาก และที่ได้ได้ไม่ถึง 7 ไร่ พวกที่ได้ไปก่อน ถูกเจ้าของที่ดินไล่ออก เพราะรัฐไม่จ่ายเงิน จนกระทั่งทุกวันนี้ ชาวบ้านเขื่อนแม่มอกที่ถูกอพยพออกมาก็ยังไม่ได้รับความเป็นธรรม”

 

นอกจากเขื่อนแม่มอกแล้ว ยังมีเขื่อนน้ำอูน จ.สกลนคร สร้างเมื่อปี 2506 กระทั่งปี 2554 ชาวบ้านยังปิดศาลากลางเรียกร้องที่ดินทำกิน ในขณะที่ปัญหาเขื่อนสิรินธรยังไม่จบ เขื่อนราศีไศลยังไม่จบ ซึ่งหากไล่ดูเขื่อนที่สร้างไปแล้ว ยังไม่มีเขื่อนไหนที่ไม่มีปัญหาเกิดขึ้นตามหลัง หรือกรมชลประทานสามารถแก้ปัญหาได้

 

“ทำแบบนี้ได้ไหม ถ้าจะสร้างความเป็นธรรมในแผ่นดิน หยุดสร้างเขื่อนและไปดูแลผู้ที่ถูกอพยพทั้งหมดให้เรียบร้อยก่อนได้ไหม บ้านเมืองจะได้สงบสุข แค่นี้ทำได้ไหม ไหนๆจะเป็นราชการใสสะอาดกันแล้ว อย่าให้ใครเดือดร้อน งบประมาณแผ่นดินมีอยู่ ไม่อย่างนั้น 13,280 ล้านบาท คงไม่ปรากฏออกมา”

 

เสนอทฤษฎีแนวใหม่ ทางออกที่ไม่ต้องมีเขื่อน

 

ศ.ดร.ปริญญากล่าวด้วยว่า หากจะเลือกพื้นที่ในพื้นที่เขาชนกัน เป็นพื้นที่ก่อสร้างเขื่อน ขณะนี้คงมีชุมชนเข้าไปอยู่อาศัยแล้ว ซึ่งจะถูกกฎหมายหรือไม่ เป็นอีกประเด็นหนึ่ง แต่กรมชลประทานต้องรู้ว่ามีจำนวนกี่ครัวเรือน ขณะเดียวกันต้องรู้ว่า พื้นที่ชลประทานที่จะได้รับน้ำ 291,000 กว่าไร่นั้น ใครบ้างอยู่ในพื้นที่บ้าง และควรทำแบบสอบถามด้วยว่า ทุกบ้านสมัครใจจะใช้ทฤษฎีใหม่หรือไม่ ถ้ายอมขอให้มีการปฏิรูปที่ดิน โดยขอคนที่มีที่ดิน 15 ไร่ขึ้นไป ขอบริจาค 2 ไร่ คือ ขอ 2เปอร์เซ็นต์ จากที่ดินที่มีอยู่แล้วปฎิรูปที่ดินทุกแปลง ทุกแปลงจะมีระบบชลประทาน และอพยพคนที่ถูกน้ำท่วมไปไว้ที่นั่น ให้อยู่ในพื้นที่ชลประทาน ชุมชนที่ได้รับผลกระทบจะได้ออกจากพื้นที่ที่ถูกน้ำท่วมโดยมีที่อยู่ใหม่ อยู่ในระบบชลประทานเดียวกัน รัฐบาลยังสร้างเขื่อนให้ ไม่ต้องเข้าไปสร้างในพื้นที่ป่า ซึ่งชุมชนอาจจะใช้ทฤษฎีใหม่ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่มีทั้งสวน พื้นที่ทำการเกษตร แหล่งน้ำ ถนน โรงเรือน บ้าน ภายในพื้นที่ 15 ไร่ มีแหล่งน้ำขนาดเล็กไว้ใช้ได้ตลอดปี

 

“ทฤษฎีใหม่มีอยู่แล้วทำไมจึงไม่คิด หรือว่าเป็นความโลภของคน พอถึงเวลาจริงเป็นแบบนี้ฉันไม่เอา ไม่เอาก็ไม่ต้องสร้างเขื่อน สัมภาษณ์ทุกคนที่เป็นเจ้าของพื้นที่ จะได้เห็นดำเห็นแดงว่า ทุกคนจะเอาเขื่อนหรือไม่ ถ้าต้องการเขื่อนความเป็นธรรมจะเกิดขึ้น ถ้าไม่เอาแปลว่าอะไร มีน้ำใช้ใช่ไหม มีน้ำใช้ไม่ต้องสร้างเขื่อน ก็จบ”

 

สำรวจความคิดเห็น

Loading...

สถิติการเข้าชมสูงสุด