ประชาคมอาเซียน ไทยจินตนาการเองไม่ได้ ต้องมองไกลถึงระดับภูมิภาค

Date : 2012-07-03 16:25:48

เผยแพร่โดย ศูนย์ข่าวอาร์เอสยูนิวส์

 

 

ศูนย์ข่าวสารนโยบายสาธารณะ / 3 ก.ค. 2555 รองอธิบดีกรมอาเซียนมั่นใจ ไทยพร้อม 70% เข้าสู่อาเซียน ผอ.สถาบันเอเชีย ระบุจำเป็นต้องศึกษาจุดแข็ง-จุดอ่อนของประเทศสมาชิกเพื่อเตรียมการรับมือ ก่อนอาเซียนอาจเป็นเพียงภาพความฝัน

 

วันที่ 2 กรกฎาคม สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับ Siam Intelligence (SIU) จัดงานเสวนาทางวิชาการ“ประชาคมอาเซียน 2015 : ภาพในมายาคติกับความเป็นจริง” ณ ห้องประชุม 307 อาคารพินิตประชานาถ คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยมี รศ.ดร.สุเนตร ชุตินธรานนท์ ผู้อำนวย การสถาบันเอเชียศึกษา กล่าวรายงานตอนหนึ่งถึงการตื่นตัวในกรเข้าสู่ประชาคมอาเซียนมากขึ้น  โดยมีการกระจายไปทั่วทุกภาคส่วน  ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ เอกชน รวมทั้งหน่วยงานด้านการศึกษาด้วย  แต่ทั้งนี้ จะเห็นว่าปัจจุบันมีเพียงเสาหลักทางเศรษฐกิจที่ถูกให้ความสำคัญตอกย้ำเป็นพิเศษ จนทำให้เกิดความเข้าใจว่า ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community : AEC) และประชาคมอาเซียน คือสิ่งเดียวกัน  ซึ่งแท้ที่จริงแล้วเศรษฐกิจเป็นเพียงหนึ่งใน 3 เสาหลักของประชาคมอาเซียน ที่ได้แก่ เศรษฐกิจ ความมั่นคง และสังคม วัฒนธรรม เท่านั้น

 

“การเข้าร่วมประชาคมอาเซียน ย่อมทำให้เกิดทั้งผลดีและผลเสีย ฉะนั้น ประเด็นสำคัญคือประเทศสมาชิกต้องคำนึงถึงผลเสียที่จะตามมา และร่วมมือกำหนดยุทธศาสตร์ในระดับภูมิภาค เพื่อตั้งรับและเยียวยา การจะตั้งรับได้นั้นจำเป็น ต้องศึกษาถึงจุดแข็งและจุดอ่อนด้อยของประเทศสมาชิกทุกประเทศ นั่นเพราะแต่ละประเทศมีต้นทุนที่แตกต่างกัน  ไม่ว่าจะเป็นช่องว่างทางเศรษฐกิจ สิทธิขั้นพื้นฐานของพลเมือง และโอกาสด้านการศึกษา ซึ่งหากไม่มีความรู้พื้นฐาน ก็เหมือนการสร้างบ้านที่ขาดเสาหลัก  รากฐาน ความมั่นคงที่ยั่งยืนย่อมยากจะเกิด และการเข้าสู่ประชาคมอาเซียนก็คงไม่ต่างจากภาพฝันหรือภาพในมายาคติ”

 

จากนั้น มีการอภิปราย เรื่อง “ประชาคมอาเซียน 2015 : ภาพมายาคติกับความเป็นจริง” โดยมี นางบุษฎี สันติพิทักษ์ รองอธิบดีกรมอาเซียน กระทรวงการต่างประเทศ และ รศ.ดร.สุรชาติ บำรุงสุข อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และที่ปรึกษาสถาบันการข่าวกรอง สำนักข่าวกรองแห่งชาติ  

 

นางบุษฎี กล่าวว่า การเข้าร่วมเป็นประชาคมอาเซียนในวันที่ 1 มกราคม 2558 จะไม่ใช่จุดสิ้นสุดของการเตรียมพร้อม แต่ในขณะเดียวกันเป็นการเริ่มต้นของการปรับตัวและการกระตุ้นให้เกิดการตื่นตัวของประเทศสมาชิก เพื่อรับมือกับความท้าทายที่จะเกิดขึ้นภายใต้ 3 เสาหลักที่สำคัญ โดยบทบาทของอาเซียนจะช่วยยกระดับของประชาชนมากขึ้น จะใช้หลักการดำเนินการแบบค่อยเป็นค่อยไป ดังนั้น ประชาสังคมเป็นส่วนสำคัญของการรวมตัว เนื่องจากเป็นผู้ที่จะมีส่วนได้ส่วนเสียโดยตรง 

 

“ภาพในมายาคติ อาจเป็นเพียงความคาดหวัง แต่สิ่งที่จะเกิดขึ้นจริงนั้น คือ ประชาคมจะส่งผลให้ภูมิภาคเกิดความสันติสุข เศรษฐกิจและความเป็นอยู่ของประชาชนดีขึ้น รวมถึงการรับทราบถึงสิทธิ และการเคลื่อนย้ายต่างๆ เหล่านี้จะเป็นประโยชน์ต่อการสร้างประชาคม” นาง บุษฎี กล่าว และว่า ปัจจุบันทุกภาคส่วนมีการขับเคลื่อนอย่างเข้มข้นเพื่อเตรียมการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องการให้ความรู้และการตระหนักรู้  ทั้งระหว่างประเทศและในประเทศเอง ซึ่งมองว่าจะช่วยให้ช่องว่างของความเป็นจริงและมายาคตินั้น ลดลง และเกิดขึ้นจริงได้

 

รองอธิบดีกรมอาเซียน กล่าวต่อว่า ประเด็นความท้าทายของอาเซียนนั้นอยู่ที่ กระบวนการความเข้าใจ กลไก และการทำงานที่มีความสลับซับซ้อน รวมถึงผลกระทบด้านลบที่อาจจะเกิดขึ้นจากการเคลื่อนย้ายแบบไร้พรมแดน เช่น การขนย้ายยาเสพติด การค้ามนุษย์ การระบาดของโรคข้ามพรมแดน รวมถึงด้านการศึกษา ประเด็นเหล่านี้ยังคงเป็นความท้าทายที่ต้องมีการพูดคุยกันต่อไป

 

ทั้งนี้ นางบุษฎี กล่าวถึงความพร้อมของไทยด้วยว่า ขณะนี้กระบวนการอยู่ระหว่างการดำเนินการระหว่างประเทศสมาชิก และภายในประเทศไทยเอง ซึ่งมีการขับเคลื่อนอย่างเข้มข้น  โดยมองว่าไทยมีความพร้อมมากกว่า 70% สำหรับการเข้าร่วมครั้งนี้ เพราะไทยเองมีความได้เปรียบในเรื่องของการได้รับความไว้วางใจ รวมถึงการมีจุดยุทธศาสตร์ ที่สำคัญอีกมากมาย 

 

“บาดแผลเก่า” ประวัติศาสตร์  โจทย์ใหญ่อาเซียน

ด้าน รศ.ดร.สุรชาติ กล่าวว่า  การสร้างประชาคมนั้น ก็จะเป็นสิ่งที่ใหญ่กว่าจินตนาการมาก  ที่เราไม่อาจคิดหรือฝันกันเองได้ เนื่องจาก เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับโลกและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และมีหลายเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้องกับไทยเพียงรัฐเดียวเท่านั้น  แต่เกี่ยวข้องกับภูมิภาค  พร้อมตั้งคำถามว่า  เราเหลือว่าอีก ‘เพียง’ สองปีครึ่ง หรือ เหลือเวลาอีก ‘ตั้ง’ สองปีครึ่ง ซึ่งหากเราบอกว่าเหลือ ‘เพียง’ สองปีครึ่ง สิ่งที่อยู่ข้างหน้าคงต้องเป็นการเรียกร้องให้สังคมไทยตื่นตัว อย่างน้อยก็อาจจะเห็นการเตรียมตัวที่มากขึ้นกว่าหลายปีก่อน  

 

“แต่ในวันนี้ต้องยอมรับว่า  การสร้างประชาคมเป็นเรื่องใหม่ และจะทำให้เกิดภูมิทัศน์ใหม่ในภูมิภาค ซึ่งการเปลี่ยนแปลงไม่สามารถที่จะเกิดขึ้นในทันที เพราะทุกอย่างต้องการการปรับตัวของรัฐ ฉะนั้น ปัญหาสำคัญที่ซ่อนอยู่ คือความหวาดระแวง คือปัญหาที่ตกทอดมา ที่เรียกว่า “บาดแผลเก่า” ในประวัติศาสตร์ จะกลายเป็นโจทย์ใหญ่ที่เราจะทำอย่างไรให้เกิดทัศนคติเชิงบวกกับประเทศเพื่อนบ้านมากขึ้น”

 

รศ.ดร.สุรชาติ กล่าวด้วยว่า หากมองความหมายของ ประชาคม คือ การเชื่อมต่อ ซึ่งวันนี้เราเห็นว่ามีความสำเร็จเกิดขึ้นแล้วในเส้นทางหมายเลข 9 ที่เชื่อมต่อ อุบลราชธานี ไปมุกดาหาร ไปจนลาวในภาคใต้ และไปสิ้นสุดที่เว้ ดานัง และฮอยอัน ของเวียดนาม นอกจากนี้ยังมีเส้นทางที่เชื่อมต่อจากทวายอีกหนึ่งเส้นทาง ซึ่งหากสำเร็จ จะเป็นการเชื่อมต่อภูมิภาคอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ทั้งยังส่งผลถึงตลาดวิชาชีพสำหรับบัณฑิตอาเซียนรุ่นแรก ในปี 2558 ที่ไม่ใช่การแข่งขันเพียงแค่ คนไทย 60 ล้านคนเท่านั้นแต่จะเป็นตลาดของคนอาเซียนอีก 600 ล้านคน  เป็นจุดท้าทายของมหาวิทยาลัยที่จะต้องเตรียมคนให้พร้อมที่จะแข่งขัน 

 

“วันนี้เรามีเพลงชาติอาเซียน มีการชักธงอาเซียนคู่ขนานกับธงประจำชาติ แต่ถามว่า มีอะไรมากกว่านั้นหรือไม่ เช่น ในอนาคตถึงเวลาหรือยังที่เราจะมีตำราอาเซียนเพียงเล่มเดียวและใช้ร่วมกัน ต้นแบบพวกนี้ล้วนเป็นสิ่งที่ท้าทาย ที่เราไม่สามารถเลี่ยงได้ เพราะเป็นที่แน่นอนว่าอีก 2 ปีความเป็นประชาคมอาเซียนก็จะมีถึงเรา ซึ่ง อย่างน้อยบัตรประชาชนและใบขับขี่นั้นเป็นสัญญาณที่แท้จริง ที่ว่า ภูมิทัศน์ของภูมิภาค กำลังเปลี่ยน  ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ของภูมิภาค” 

 

“อาเซียน” กลายเป็นคำที่ติดหู ติดตลาด  

ขณะที่รศ.ดร.ฐิตินันท์ พงษ์สุทธิรักษ์ ผู้อำนวยการสถาบันศึกษาความมั่นคงและนานาชาติ  กล่าวว่า  ประชาคมอาเซียนปี 2558 จะเป็นความจริงหรือมายาคติ ก็ขึ้นอยู่กับอีก 2 ปีข้างหน้าจะมีความร่วมมือกันมากขึ้นอย่างไร  และขนาดไหน  ซึ่งการที่อาเซียนกลับมาร้อนแรงมากในช่วงนี้  โดยเฉพาะในประเทศนั้น อาจ เกิดจากความกลัว กลัวเราจะเสียเปรียบ ปรับตัวไม่ทัน กลัวเสียผลประโยชน์ แข่งสู้ประเทศอื่นไม่ได้  ซึ่งก็นับเป็นสิ่งที่ดี ทำให้เราปรับตัว ไปในตัว

 

“45 ปี อาเซียน ปีนี้เป็นครั้งแรกที่ “อาเซียน” กลายเป็นคำที่ติดหู ติดตลาด  แต่ทุกประเทศต้องตระหนักและทำไปพร้อมๆ เพื่อปูทางสู่การรวมตัวกันได้ง่ายยิ่งขึ้น  ซึ่งขณะที่ความเป็นประชาคมอาเซียน ยังไม่เกิด ยังมีความร่วมมือกันน้อย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการค้าขาย  มิติด้านการสื่อสาร การคมนาคม การสื่อสาร ภาคการเงิน ระบบการศึกษา ฯลฯ ยังมีช่องว่างและ ร่วมมือกันน้อย” 

 

รศ.ดร.ฐิตินันท์  กล่าวถึงแนวโน้มที่จะเกิดขึ้น หลังประชาคมอาเซียน 2015 ด้วยว่า การรวมตัวเป็นประชาคมอาเซียนจะเป็นแบบตกกระไดพลอยโจน ล้มลุกคลุกคลาน โดยเฉพาะจากวิกฤตเงินยูโร เศรษฐกิจโลกปั่นป่วน จะเป็นผลดีกับอาเซียน จะกลายเป็นตัวช่วยให้อาเซียนรวมตัวกันแน่นยิ่งขึ้น

สำรวจความคิดเห็น

Loading...

สถิติการเข้าชมสูงสุด