ถอดรหัส'สุชาติ'...รัฐบาลอยู่ไม่เกินสิ้นปี

Date : 2012-06-28 14:44:28

เผยแพร่โดย ศูนย์ข่าวอาร์เอสยูนิวส์

 

โดย:ธนพล บางยี่ขัน

 

โพสต์ทูเดย์ / 28 มิ.ย. 2555 ไม่บ่อยครั้งที่รัฐมนตรีจะออกมายอมรับว่าอนาคตรัฐบาลจะอยู่ได้อีกไม่นาน

 

จับสัญญาณจาก “สุชาติ ธาดาธำรงเวช” รมว.ศึกษาธิการ สะท้อนอะไรหลายอย่าง กับการประเมินว่ารัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ซึ่งประคองตัวบริหารแผ่นดินมายังไม่ทันครบปี อาจไม่สามารถลากยาวต่อไปได้พ้นสิ้นปีนี้

 

หลายโผปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่ออกมาในทิศทางเดียวกันว่า “สุชาติ” น่าจะหลุดเก้าอี้เสมา 1 ในการปรับ ครม.ปู 3 สอดรับกับที่เจ้าตัวถอดใจเตรียมเกษียณตัวเองจากการเมืองในอายุ 60 ปีนี้

 

เนื้อหาวิเคราะห์การเมืองของคนระดับแกนนำเพื่อไทยรอบนี้จึงน่าสนใจ และสะท้อนให้เห็นถึงความกังวลกับสารพัดมรสุมที่โหมกระหน่ำ “รัฐนาวา” จนไม่รู้ว่าจะฝ่าคลื่นลมต่อไปได้อีกนานแค่ไหน

 

ความกังวลดังกล่าวยังสอดรับกับมติที่ประชุม ครม. ปลดชนวนระเบิดเวลาลูกใหม่ พับโครงการนาซาขอใช้สนามบินอู่ตะเภาเป็นฐานสำรวจสภาพบรรยากาศออกไป ทั้งที่ตั้งธงเดินหน้าผลักดันเร่งด่วน โดยไม่นำเข้ารัฐสภาพิจารณาตามมาตรา 190 วรรค 2

 

ประเด็นนี้นอกจากกระแสค้านที่หยิบยกประเด็นความสัมพันธ์ระหว่างประเทศอื่นๆ ในภูมิภาค รวมไปถึงยักษ์ใหญ่อย่างจีนที่ยังเคลือบแคลงในเบื้องหลังการเข้ามาสำรวจสภาพอากาศของสหรัฐอเมริกา จนทำให้รัฐบาลไม่อาจผลีผลามเดินหน้าเรื่องนี้

 

อีกด้านหนึ่งลึกๆ ความเป็นห่วงว่าการดึงดันต่อไปโดยไม่นำเข้าขอความเห็นจากรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญมาตรา 190 อาจเปิดช่องให้ยื่นตีความว่าขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ ซึ่งหากผลออกมาว่าขัดรัฐธรรมนูญ ไม่ได้หมายถึงการยกเลิกโครงการของนาซา แต่ยังส่งผลต่อเก้าอี้นายกรัฐมนตรีและ ครม.

 

ในที่ประชุม ครม. เมื่อวันที่ 26 มิ.ย.ที่ผ่านมา ก็ยังหยิบยกบทเรียนเมื่อครั้ง “สมัคร สุนทรเวช” นายกฯ ขณะนั้น และ “นพดล ปัทมะ” รมว.ต่าง ประเทศขณะนั้น ถูกยื่นเรื่องให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ดำเนินคดีกรณีแถลงการณ์ร่วมไทยกัมพูชา เรื่องเขาพระวิหาร แม้เวลานั้น “นพดล” จะระบุว่ามีความเห็นจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องครบถ้วนแล้วก็ตาม

 

รอบนี้จึงไม่อาจปล่อยให้ซ้ำรอยบทเรียนในอดีตที่ผ่านมาได้อีก!!!

 

แม้จะปลดชนวนเรื่องขอใช้สนามบินอู่ตะเภาไปแล้ว แต่ถอดรหัสจาก “สุชาติ” รัฐบาลยังมีมรสุมอีกหลายลูกที่ยังต้องเผชิญหน้ายาวไปจนถึงสิ้นปีนี้

 

ไล่มาตั้งแต่เรื่องแรกที่คนในเพื่อไทยออกอาการวิตก คือ ประเด็นศาลรัฐธรรมนูญรับ 5 คำร้องที่ยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยว่าร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ผ่านการลงมติในวาระ 2 ของที่ประชุมร่วมรัฐสภาไปแล้วนั้น เข้าข่ายล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญมาตรา 68 หรือไม่

 

ประเด็นนี้ศาลรัฐธรรมนูญนัดไต่สวนพยาน 5-6 ก.ค.นี้ หากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าผิดตามมาตรา 68 จริง ย่อมส่งผลรุนแรงต่อเนื่อง เริ่มตั้งแต่ฝ่ายค้านจะใช้ประเด็นนี้ยื่นเรื่องต่อ ป.ป.ช. ดำเนินคดีนายกรัฐมนตรี รวมไปถึง ครม.ที่ร่วมเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ หาก ป.ป.ช. รับเรื่องไว้พิจารณาก็จะมีผลให้ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ สภาวะสุญญากาศก็จะเกิดขึ้น

 

ยิ่งกว่านั้นหากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญออกมาว่าเข้าข่ายความผิดตามมาตรา 68 อาจถูกนำไปขยายผลยื่นยุบพรรคเพื่อไทยต่อไป ซึ่งแน่นอนว่าศาลต้องรับเรื่องไว้พิจารณาย่อมต้องใช้เวลานานกว่าจะตัดสินใจยุบหรือไม่ยุบ และในกรณีที่หากศาลรัฐธรรมนูญมีมติให้ยุบพรรค ก็ส่งผลตัดสิทธิแค่กรรมการบริหารพรรคไม่กี่คน และเปิดให้ สส.ไปหาพรรคใหม่สังกัดได้

 

ดังนั้น สิ่งที่เพื่อไทยเป็นห่วงจึงอยู่ที่การไล่บี้ 399 เสียง ที่ลงมติเห็นชอบในร่างแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญวาระ 1 ซึ่งไม่ใช่แค่ สส.พรรคร่วมรัฐบาลเท่านั้น แต่ยังอาจรวมไปถึง สว.ที่ร่วมลงมติด้วย หาก ป.ป.ช. รับเรื่องไว้พิจารณาย่อมทำให้ต้องยุติปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งจะทำให้สภาเกิดสุญญากาศ

 

ปรากฏการณ์เวลานี้จึงเห็นการเปิดศึกถล่มศาลรัฐธรรมนูญทั้งในและนอกสภา ด้วยแรงคู่ขนานเสื้อแดงกับเพื่อไทย ในช่วงนี้ที่กำลังจะเริ่มต้นพิจารณาคดีนี้ในช่วงต้นเดือนหน้า

 

โดยเฉพาะปมปัญหาเรื่อง “จตุพร พรหมพันธุ์” ที่หลังศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้พ้นจาก สส. ด้วยมติ 7 ต่อ 1 ที่ทำให้การเปิดฉากโจมตีศาลรัฐธรรมนูญขยายผลรุนแรงขึ้น

 

ต่อเนื่องมาที่ศาลรัฐธรรมนูญส่งคำร้องขอให้เพิกถอนประกัน “จตุพร” คดีก่อการร้าย ด้วยเหตุผลเรื่องการปราศรัยโจมตี ข่มขู่

 

ขณะที่เจ้าตัวหยิบยกประเด็นเคยเป็นคู่กรณีกับศาลรัฐธรรมนูญขึ้นมาทำลายน้ำหนักศาลรัฐธรรมนูญ กับการยื่นถอนประกัน พร้อมรุกกลับด้วยการอดข้าวประท้วง และเดินจากอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยไปศาลอาญา พร้อมกับการกดดันจากมวลชนคนเสื้อแดงที่หนักข้อขึ้นเรื่อยๆ

 

หากรัฐบาลผ่านปมต่างๆ นี้ไปได้ เงื่อนไขต่อไปที่รัฐบาลต้องเผชิญก็คือ ร่าง พ.ร.บ.ปรองดอง ที่จ่อคิวรอเข้าสู่การพิจารณาในสภาตั้งแต่ช่วงเปิดสมัยประชุมสภาเดือน ส.ค. ซึ่งฝ่ายค้านตั้งท่าจะหยิบประเด็นเรื่องการใช้เสียงข้างมากฝ่ายนิติบัญญัติไปล้มล้างผลการตัดสินของฝ่ายตุลาการขึ้นมาถล่ม และอาจยื่นเรื่องให้ตีความ และกลายเป็นปมให้วนเวียนอยู่ในวังวนเช่นนี้

 

ท่ามกลางปัจจัยความล้มเหลวทางการ บริหารราชการที่กัดกร่อนรัฐบาลมากขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งซ้ำเติมให้เสถียรภาพรัฐบาลสั่นคลอนมากยิ่งขึ้นทุกที

 

ทั้งปัญหาของแพงที่ยังแก้ไม่ตก นโยบายหาเสียงที่เคยประกาศไว้ก็ไม่สามารถทำได้จริง มาจนถึงน้ำท่วมรอบใหม่ที่ใกล้เข้ามาทุกที

 

เส้นทางจากนี้จนถึงสิ้นปีจึงเต็มไปด้วยความท้าทายของรัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่จะต้องฝ่าฟันโดยมีเดิมพันเป็นอนาคตรัฐบาล

สำรวจความคิดเห็น

Loading...

สถิติการเข้าชมสูงสุด