คนทำสื่อใหม่ถก'วารสารศาสตร์ตายแล้ว' (2)

Date : 2012-06-21 15:01:51

เผยแพร่โดย ศูนย์ข่าวอาร์เอสยูนิวส์

 

ศูนย์ข้อมูลและข่าวสืบสวนเพื่อสิทธิพลเมือง / 21 มิ.ย. 2555 ต่อจากตอนที่ 1 (

http://www.rsunews.net/index.php/news/detail/2074)

 

ระบุเป็นความอ่อนแอของระบบการศึกษาไทย

 

ส่วนสุชาดา จักรพิสุทธิ์ ผู้อำนวยการ ศูนย์ข่าว TCIJ ตั้งข้อสังเกตในประเด็นความตกต่ำของวิชาวารสารศาสตร์ว่า จริงๆ แล้วอาจไม่ใช่เฉพาะวารสารศาสตร์เท่านั้น แต่รวมถึงวิชาอื่นๆ ด้วย ทั้งหมดอาจเป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง เป็นความอ่อนแอของระบบการศึกษา แต่เหตุที่วารสารศาสตร์ถูกตั้งคำถามสองสามชั้น อาจเป็นเพราะ

 

“มันเป็นอำนาจชนิดเดียวที่เหลืออยู่ที่พอเรียกได้ว่าเป็นสมบัติสาธารณะหรือเป็นสถาบันสาธารณะ ด้วยเหตุนี้จึงทำให้สังคมตั้งคำถามเยอะ บวกด้วยสถานการณ์ทางการเมืองช่วง 5 ปีนี้ ที่เราวุ่นวายอยู่ในหลุมดำที่มีสื่อเป็นตัวเล่นสำคัญตัวหนึ่ง เพราะผู้คนในสังคมรับรู้ข่าวสารผ่านกลไกชนิดเดียวที่ทำงานอยู่คือสื่อ จึงต้องจับตา เรียกร้อง ตั้งคำถาม ด่าว่าสื่อ มากกว่าวิชาชีพอื่น เมื่อวารสารฯ เป็นศาสตร์แห่งการผลิตคนที่จะทำงานเกี่ยวกับกลไกการสื่อสารของสังคม จึงถูกเรียกร้องมาก”

 

นอกจากนี้ สุชาดา ยังตั้งข้อสังเกตเพิ่มเติมอีกว่า มีวิชาชีพไม่กี่วิชาชีพที่ต้องผ่านการฝึกงาน เช่น แพทย์ ทนายความ และวารสารศาสตร์ นั่นเป็นเพราะอาชีพเหล่านี้เป็นอาชีพที่ให้คุณให้โทษแก่คนจำนวนมาก จึงต้องผ่านการฝึกงานเพื่อแปรทฤษฎีสู่การปฏิบัติที่เป็นจริง ต้องรับรู้อารมณ์ของสังคม มีการตัดสิน มีความรอบรู้เพียงพอ

 

 “นักศึกษาวารสารศาสตร์อาจไม่รู้จากชั้นเรียนว่าอีไอเอ (การประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม) เอชไอเอ (การประเมินผลกระทบด้านสุขภาพ) คืออะไร แต่เมื่อเป็นนักข่าว แม้จะไม่ได้ทำข่าวสิ่งแวดล้อม แต่เกิดเหตุหุ้นตกในตลาดหลักทรัพย์ แล้วไปเกี่ยวข้องกับบริษัทที่ไม่มีเอชไอเอ แล้วมันเกี่ยวกันได้อย่างไร คุณสามารถอธิบายได้หรือไม่ ปัญหาคือนักข่าวไม่มีความรู้ เมื่ออ่านข้อมูลชุดหนึ่งแล้วไม่เข้าใจ ก็ไม่มีความสามารถที่จะนำเสนอสารให้ผู้อื่นเข้าใจได้”

 

รื้อถอนความคิดใหม่ เพิ่มความเป็นมืออาชีพของนักข่าว

 

ขณะที่การอภิปรายดำเนินไปอย่างเข้มข้นจากการโยนระเบิดของชูวัส ดร.สุดารัตน์ ได้แสดงความคิดเห็นว่าที่น่าสนใจด้วยการถอยไปสู่รากศัพท์ของคำว่า Journalist ที่มีความหมายว่า ผู้บันทึก ซึ่งในยุคสมัยใหม่ที่มีความหลากหลาย หากยังยึดติดกับความหมายเดิมๆ ของวารสารศาสตร์อาจจะไม่ตอบโจทย์อีกต่อไป เมื่อผู้คนมีความสนใจเฉพาะด้านมากขึ้น นักวิชาชีพวารสารศาสตร์ต้องมีการปรับตัวเพื่อตอบสนองความสนใจเฉพาะให้ได้ ดังนั้น เมื่อ Journalist คือผู้บันทึก ไม่ว่าจะบันทึกผ่านสื่อใหม่ สื่อเก่า หรือสื่อออนไลน์ ก็ยังคงเป็น Journalist จึงอาจป่วยการที่จะถกเถียงว่าใครเป็นหรือไม่เป็น Journalist สิ่งสำคัญกว่าคือวิชาวารสารศาสตร์จะสร้างนักข่าวที่มีคุณภาพได้อย่างไร

 

 

 

“ตั้งแต่อดีตก็ไม่มีเจอร์นัลลิสต์ คนที่สอนวารสารในอเมริกา อังกฤษ ส่วนใหญ่ก็ไม่ได้มาจากด้านวารสารศาสตร์ แต่มาจากภาษาศาสตร์ รัฐศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ มาจากหลายสายผสมกัน วารสารก็เพิ่งเป็นสาขาเมื่อไม่นานมานี้ ดังนั้น คนที่เป็นคนสอนก็ต้องรู้ว่าจะบูรณาการอย่างไรเพื่อให้อาชีพนี้มีพื้นที่ จะต้องรื้อถอนวิธีคิดเก่าและสร้างวิธีคิดใหม่ๆ ขึ้น”

 

ดร.สุดารัตน์ ยกถ้อยคำของนักข่าวชาวต่างประเทศผู้หนึ่งที่ผันตัวเองไปเป็นอาจารย์ว่า อนาคตลักษณะของนักข่าวจะเหมือนไข่ดาว คนที่มีความสามารถด้านการจับประเด็นจะเหมือนไข่แดงตรงกลางและจะมีไม่มาก ส่วนไข่ขาวข้างนอกคือนักข่าวพลเมืองที่อาจจะมีความเชี่ยวชาญบางเรื่อง ไข่แดงจำนวนน้อยจะเป็นหลักของข้อมูลที่ถูกนำไปเผยแพร่ต่อผ่านโซเชียลมีเดีย

 

 “ถ้าเราบอกว่าไม่มีสื่อมวลชนแบบเดิมเลยหรือคนที่ทำหน้าที่หาข่าว แล้วเราจะเอาที่ไหนมาทวิต นักข่าวพลเมืองจะไปอยู่ในสภาได้หรือเปล่า เรายังต้องมีคนที่ทำหน้าที่เป็นแก่น แล้วคนที่เหลือจะทำหน้าที่เสริมในส่วนที่เป็นข้อมูลรอบๆ นอก เช่น น้ำท่วมประมาณไหน ลำปางจะหนาวมากหนาวน้อย เป็นนักข่าวพลเมืองได้ เมื่อก่อนถ้านักข่าวไม่เข้าใจเรื่องที่จะเขียนก็ไม่รู้จะเขียนออกมายังไง แต่ตอนนี้ด้วยปฏิสัมพันธ์รูปแบบใหม่ มันทำให้เราสามารถดึงศักยภาพของคนเยอะแยะมาขยำรวมกันได้ และทำให้รู้เรื่องได้ มันอาจไม่ใช่รูปแบบเดิม อย่ายึดติด อาจจะเป็นรูปแบบใหม่ที่เปลี่ยนไปเลยก็ได้ สิ่งสำคัญ ณ เวลานี้ คือจะต้องสร้างความแตกต่างให้ได้ระหว่างคนที่เป็นมืออาชีพกับมือสมัครเล่น ถ้ามืออาชีพไม่มีความแตกต่างกับมือสมัครเล่น ก็ไม่เป็นมืออาชีพ ต้องลึกกว่า ขุดคุ้ยได้มากกว่า เฉพาะด้านมากกว่า รวบรวมประเด็นได้ดีกว่า เพราะคนที่เป็นเจอร์นัลลิสต์คือศูนย์กลางที่ดึงศักยภาพหลายๆ ทางเข้ามาได้ แต่ถ้าแค่ทวิตเตอร์ ก็เป็นได้แค่นักข่าวพลเมือง”

 

วารสารศาสตร์ยังเป็นวิชาชีพอยู่หรือไม่ ยังไร้คำตอบ

 

ช่วงสุดท้ายของการเสวนา สุชาดา สรุปการพูดคุยทั้งหมดว่า ขณะนี้กำลังเกิดการปะทะกันระหว่าง 2 กระแส หนึ่งคือกระแสที่ว่าการเรียนการสอนในระบบวารสารศาสตร์กำลังมีปัญหาตั้งแต่ขั้นตอนของการผลิต อันเนื่องจากเทคโนโลยีเปลี่ยน ผู้รับสารเปลี่ยน บริบทเปลี่ยน และกำลังตกอยู่ในภาวะถูกรื้อถอน ซึ่งยังไม่มีคำตอบสุดท้ายว่าจะเป็นอย่างไร

 

กระแสที่สอง ไปในทางตรงกันข้ามคือไม่ได้เป็นปัญหา แต่เป็นธรรมชาติทั่วไปของการเกิดสิ่งใหม่ เช่น เมื่อสื่อกระแสหลักเดิมไม่เคยมีพื้นที่ให้แก่คนทุกกลุ่ม ก็ย่อมต้องมีคนที่เข้าไม่ถึงพื้นที่กระแสหลักพยายามสร้างพื้นที่ของตนเพื่อส่งเสียง พร้อมกับมีคนส่วนหนึ่งที่อยากได้ข่าวสารทางเลือก

 

“ทั้งหมดที่คุยกันมามีเรื่องสั้นๆ แค่สองสามเรื่อง หนึ่งคือเรากำลังพูดถึงวิธีคิดหรือกระบวนทัศน์ของวารสารศาสตร์ว่าของเดิมมีปัญหาหรือไม่ และกำลังปรับเปลี่ยนไปสู่อะไร สอง วิธีการสื่อ เมื่อเทคโนโลยีเปลี่ยน ต้องหาวิธีการเขียน การนำเสนอแบบใหม่ ให้เหมาะกับเครื่องมือที่เปลี่ยนไป รวมถึงเรื่องของเนื้อหาด้วย”

 

ส่วนวารสารศาสตร์ยังเป็นอาชีพอยู่หรือไม่นั้น คงต้องกลับไปทบทวนให้ชัดเสียก่อนว่า วิธีคิดหรือกระบวนทัศน์ของวารสารศาสตร์ถึงเวลาต้องสร้างความรอบรู้ชนิดข้ามศาสตร์หรือยัง หรือจะคงรักษาวารสารศาสตร์แบบเก่าไว้ ทั้งหมดนี้ยังไม่มีคำตอบ

สำรวจความคิดเห็น

Loading...

สถิติการเข้าชมสูงสุด