อู่ตะเภาบทพิสูจน์กึ๋นปู สู้เกมเขาควายมหาอำนาจ

Date : 2012-06-20 10:25:38

เผยแพร่โดย ศูนย์ข่าวอาร์เอสยูนิวส์

 

โดย...สุภชาติ เล็บนาค

 

โพสต์ทูเดย์ / 20 มิ.ย. 2555 แม้คณะรัฐมนตรีก็ตัดสินใจชะลอการนำเรื่องให้เช่าสนามบินอู่ตะเภา เพื่อเป็นศูนย์บรรเทาสาธารณภัยและมนุษยธรรมของรัฐบาลสหรัฐและองค์การนาซาเอาไว้ก่อน โดย ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี บอกว่า ควรต้องมีคณะกรรมการศึกษาข้อมูล รายละเอียดเชิงลึกว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป แต่ในไม่ช้าคณะรัฐมนตรี (ครม.) ต้องตัดสินใจ

 

ทั้งนี้ แม้ พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต รมว.กลาโหม และปลอดประสพ สุรัสวดี รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รวมทั้งผู้นำเหล่าทัพจะออกมาการันตีแล้วว่า การให้เช่าสนามบินครั้งนี้เป็นเรื่องของการช่วยเหลือภัยพิบัติ การวิจัยทางวิทยาศาสตร์ รวมถึงความร่วมมือระหว่างไทยและสหรัฐอย่างเป็นทางการ พร้อมกับอ้างว่า เป็นเรื่องเก่าตั้งแต่รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์แล้ว

 

ขณะเดียวกันเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา พล.อ.มาร์ติน อี.เดมพ์ซีย์ ประธานคณะเสนาธิการร่วมสหรัฐ ซึ่งเดินทางมาเยือนไทย ก็ยืนยันอีกชั้นหนึ่งว่า กระทรวงกลาโหมของสหรัฐไม่มีความเกี่ยวข้องกับโครงการดังกล่าว และเรื่องนี้เป็นเรื่องขององค์การนาซาเท่านั้น การดำเนินการที่อู่ตะเภาเป็นเรื่องของความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม และในกรณีภัยพิบัติ ทั้งนี้รัฐบาลสหรัฐไม่มีวาระซ่อนเร้นอย่างแน่นอนในการนำอากาศยานเข้ามาตรวจสภาพอากาศในภูมิภาคนี้

 

กระนั้นเองยังก็มีคำทักท้วงจากหลายฝ่าย อาทิ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้านและอดีตนายกรัฐมนตรี พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะต้นเรื่องที่รัฐบาลสหรัฐขออนุญาตเช่า ระบุว่า ควรต้องมีรายละเอียดมากกว่านี้ก่อนการตัดสินใจอนุญาตหรือไม่อนุญาต รวมถึงควรผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภา ตามมาตรา 190 ก่อน เพื่อให้ประชาชนได้ทราบถึงผลได้และผลเสียว่าไทยจะได้อะไรและเสียอะไรบ้าง

 

นอกจากนี้ ยังมีข้อท้วงติงจาก ศรีราชา เจริญพานิช ผู้ตรวจการแผ่นดิน ที่เห็นว่าเรื่องการให้เช่าสนามบินอู่ตะเภาเช่นนี้เข้าข่ายตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 190 (2) รัฐบาลจึงไม่ควรอ้างความเห็นของกรมสนธิสัญญาและกฎหมายกระทรวงการต่างประเทศ รวมถึงความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกาเท่านั้น หากแต่ควรให้รัฐสภา ซึ่งมีฝ่ายค้านและมีสมาชิกวุฒิสภาเป็นผู้ตัดสิน เพราะหากดึงดันเดินหน้าจนเกิดปัญหาด้านกฎหมายตามมาก็จะเกิดความปั่นป่วนต่อสังคมไทย

 

ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศอย่าง ปณิธาน วัฒนายากร อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก็วิเคราะห์ดุลอำนาจที่จะเปลี่ยนไปภายในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างน่าสนใจ โดยชี้ให้เห็นว่าในช่วง 2-3 ปีให้หลังมานี้ รัฐบาลสหรัฐขยายอำนาจมาในภูมิภาคนี้ ทั้งในญี่ปุ่นและออสเตรเลีย รวมถึงพยายามขอใช้กองทัพอากาศในเวียดนาม โดยให้เหตุผลเรื่องมนุษยธรรมคล้ายๆ กัน ด้วยเหตุนี้ทำให้รัฐบาลจีนกำลังเริ่มตั้งคำถามกับรัฐบาลไทยว่ากำลังเล่นอะไรอยู่

 

ปณิธาน วิเคราะห์ว่า เริ่มมีทีท่าของมหาอำนาจจากแดนมังกรแล้วว่า ไม่พอใจกับการผลีผลามตัดสินใจของรัฐบาลไทย แม้จะไม่แสดงออกมาตรงๆ แต่เขาก็ชี้ให้เห็นว่าขณะนี้เริ่มมีบทวิเคราะห์จากสื่อมวลชนจีนออกมาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงให้จับตาดูปฏิกิริยาจากสมาคมธุรกิจการค้าไทยจีนต่อจากนี้ให้ดี ว่าหากมีการอนุมัติให้สหรัฐเข้าสู่สนามบินอู่ตะเภาโดยสะดวกโยธิน จะมี ความเคลื่อนไหวอะไรจากความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศนี้หรือไม่ เพราะจีนถือเป็นมิตรประเทศที่สำคัญและเป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของไทย

 

ทั้งนี้ จากข้อมูลเมื่อปี 2554 จีนกลายเป็นคู่ค้าอันดับ 1 ของไทยด้วยมูลค่าการค้ารวม 57 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยไทยส่งออกไปจีน 27 ล้านเหรียญสหรัฐ นำเข้า 30 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มจากปี 2553 กว่า 26.85% รวมถึงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งตั้งแต่ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช อดีตนายกรัฐมนตรี เดินทางไปเยือนจีนเมื่อปี 2518 ไทยกับจีนก็มีลักษณะความสัมพันธ์ที่ดีมากขึ้นเรื่อยๆ

 

ทั้งนี้ ปณิธาน มองว่าการรีบตัดสินใจย่อมส่งผลกระทบให้เกิดความบาดหมางระหว่างรัฐบาลไทยและรัฐบาลจีนแน่นอน รวมถึงไทยจะอยู่ท่ามกลางเขาควายระหว่างบิ๊กมหาอำนาจทางยุทโธปกรณ์ของโลกทั้งสองขั้วอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะด้วยภูมิศาสตร์ของไทยนั้น หากวันหนึ่งเกิดความตึงเครียดระหว่าง 2 ขั้วอำนาจจริง ไทยจะกลายเป็นหนึ่งในประเทศที่ใกล้จีนที่สุด เพราะฉะนั้นจึงไม่ปลอดภัยแน่ หากมีทั้งอากาศยานไร้คนขับและหน่วยงานวิจัยทางอวกาศ รวมถึงหน่วยงานจากกระทรวงกลาโหมสหรัฐอยู่ด้วยกันทั้งหมดในสนามบินอู่ตะเภา

 

เขายกตัวอย่างว่า ในอดีตเคยมีเหตุการณ์ที่สหรัฐเคยเข้ามาขอใช้น่านน้ำอ่าวไทยเพื่อจอดเรือบรรทุกเครื่องบิน ซึ่งในตอนแรกรัฐบาลไทยเองก็ยินดีให้ใช้ แต่ในเวลาต่อมามีความเคลื่อนไหวในประเทศเพื่อนบ้านที่คัดค้านเรื่องดังกล่าว ในที่สุดรัฐบาลไทยก็ปฏิเสธการตัดสินใจของสหรัฐในที่สุด

 

“ปัญหาขณะนี้คือสหรัฐให้ข้อมูลมาน้อยมากว่าต้องการเข้ามาทำอะไรกันแน่ และหากอนุมัติไปเขาจะเข้ามาทำอะไรกับประเทศเราบ้าง ซึ่งถ้าอนุมัติไปวันนี้ วันหนึ่งถ้าสหรัฐไปเอาอาวุธเข้ามา เอาเครื่องบินรบเข้ามา เราก็ตรวจสอบอะไรไม่ได้ เพราะฉะนั้นทางเลือกที่ดีที่สุดก็คือรัฐบาลต้องเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณชนให้มากขึ้น รวมถึงต้องเปิดโอกาสให้มีกระบวนการตรวจสอบ ไม่ว่าจะโดยฝ่ายความมั่นคง นักวิชาการ กระทั่งสื่อมวลชน โดยอาจเป็นเอกสารข้อเท็จจริง ไม่ใช่ข้อมูลจากฝ่ายนโยบาย อย่างที่คณะรัฐมนตรีให้ข้อมูลตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมาเท่านั้น” นักวิชาการด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศให้ความเห็น

 

ทั้งนี้ ปณิธานเห็นด้วยกับการตัดสินใจของนายกรัฐมนตรี ที่จะให้มีตั้งคณะกรรมการที่จะศึกษาข้อดีข้อเสียให้ชัดเจน โดยจะต้องมีสัดส่วนของหน่วยงานทหาร หน่วยงานความมั่นคง หน่วยงานภาคพลเรือน หน่วยงานวิจัยด้านวิทยาศาสตร์อวกาศ และนักวิชาการในสัดส่วนที่เกี่ยวข้อง รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และมีการเปิดเผยข้อมูลที่คณะกรรมการหารือร่วมกันกับประชาชน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นว่าการอนุญาตดังกล่าวจะไม่พาไทยไปสู่วิกฤตระหว่างประเทศ รวมถึงยังสามารถสร้างความเชื่อมั่นไปยังรัฐบาลจีนได้อีกด้วย

 

“กรอบระยะเวลาจะต้องชัดเจน เนื่องจากสหรัฐเตรียมอากาศยานและเครื่องมือในการวิจัยไว้พร้อมแล้ว และต้องการจะเข้ามาในสนามบินอู่ตะเภาก่อนฤดูมรสุมช่วงเดือน ส.ค.ก.ย. ซึ่งหากทันรัฐบาลก็ควรนำเข้ารัฐสภา เนื่องจากการตรวจสอบของฝ่ายค้านและวุฒิสภาจะเป็นตัวกลั่นกรองอีกชั้นหนึ่ง ว่าเรื่องนี้มีวาระซ่อนเร้นอะไรหรือเปล่าด้วย ซึ่งหากเรื่องนี้รัฐสภาให้ความเห็นชอบ จีนก็คงไม่มีเหตุผลอะไรมาคัดค้าน เพราะถือว่าได้ผ่านฝ่ายนิติบัญญัติไทยแล้ว แต่เรื่องนี้อาจจะต้องเร็วหน่อย เพราะสหรัฐก็รอมานานแล้วเช่นเดียวกัน” ปณิธานกล่าวทิ้งท้าย

 

เรื่องสนามบินอู่ตะเภาจึงกลายเป็นบทพิสูจน์การตัดสินใจของรัฐบาลอีกครั้งหนึ่ง ว่าจะสร้างปัญหาให้ไทยกลายเป็นกลางเขาควายระหว่างสองประเทศอภิมหาอำนาจหรือไม่ ซึ่งรัฐบาลต้องตระหนักให้ดี เพราะการเลือกข้างใดข้างหนึ่งให้ชัด หรือจะเลือกสร้างมิตรมากกว่าสร้างศัตรู เพราะในบทบาทการเมืองระหว่างประเทศนั้น หากเลือกข้างผิด คงไม่สามารถถอนตัวออกมาได้ง่ายๆ เป็นแน่แท้

สำรวจความคิดเห็น

Loading...

สถิติการเข้าชมสูงสุด