พิสูจน์ฝีมือรัฐ ยุบรวม ‘3 กองทุน’
Date : 2012-01-24 11:11:59

กรุงเทพธุรกิจ / 23 ม.ค. 2555 ยิ่งลักษณ์ ส่งสัญญาณรวม 3กองทุนสุขภาพ ประกันสังคม-ข้าราชการ-บัตรทอง สั่งปรับระบบบริการรักษาขั้นพื้นฐานให้เท่าเทียม พร้อมเพิ่มสิทธิประโยชน์
แพทย์-นักเศรษฐศาสตร์ เสนอปรับราคากลางการรักษาเป็นมาตรฐานเดียวทุกระบบเพื่อลดเหลื่อมล้ำเลือกปฏิบัติของโรงพยาบาล
การจะเดินหน้าโครงการหลักประกันสุขภาพ ท่ามกลางสถานการณ์งบประมาณการเงินการคลังด้านสุขภาพของประเทศที่กำลังบานปลายไม่ใช่เรื่องง่าย
รายงานของสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติได้ระบุว่า ขณะนี้ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพของประเทศไทยเติบโตเร็วกว่าการเติบโตของเศรษฐกิจไทย พบว่า ขณะที่เศรษฐกิจ GDP ระหว่างปี 2545-2553 เติบโตที่ 5.8% แต่ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพกลับเติบโต 9.6%
และอีก 5 ปีข้างหน้าค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพของประเทศไทยจะอยู่ในอัตรา 4แสนล้านบาทต่อปี ขณะที่อีก 10ปีข้างหน้าจะอยู่ที่ 1ล้านล้านบาทต่อไป
นั่นอาจจะเป็นสาเหตุของ การก้าวเข้าไปร่วมประชุมคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บอร์ด สปสช.) ของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 9ม.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นปรากฏการณ์ประวัติศาสตร์ เพราะที่ผ่านมาไม่เคยมีนายกรัฐมนตรีเข้าร่วมประชุมบอร์ด สปสช.แม้แต่ครั้งเดียว
ไม่เพียงการร่วมประชุมหากยังส่งสัญญาณถึงการปฏิรูประบบสุขภาพที่หนักแน่น โดยการประชุมแผนปฏิบัติการ (works shop) ทั้ง 3กองทุนสุขภาพถึง 3ครั้งภายในเดือนเดียว
ครั้งแรกที่จัดประชุมเกิดขึ้นวันที่ 6 ม.ค.หลังวันหยุดในช่วงปีใหม่ได้ไม่กี่วัน จากนั้นในวันที่ 9ม.ค. นายกรัฐมนตรีเดินทางร่วมประชุมบอร์ด สปสช. และครั้งที่ 2นัดประชุมร่วม 3กองทุน คือ วันที่ 20ม.ค.ที่ผ่านมา
และผลการประชุมครั้งล่าสุดมีทิศทางในการปรับมาตรฐานการรักษาเป็นมาตรฐานเดียวกันทั้ง 3กองทุน และให้ตั้งคณะทำงานร่วมกันอย่างไม่เป็นทางการของ 3กองทุนประกอบด้วย เช่น สำนักงานหลักประกันสุขภาพ (สปสช.) กระทรวงสาธารณสุข สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) กระทรวงการคลัง และกระทรวงแรงงานเพื่อปฏิรูประบบสุขภาพทั้ง 3กองทุน
ปรับมาตรฐานเดียว 3 ระบบ
กรุงเทพธุรกิจ ได้สำรวจความเห็นต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อประเมินทิศทางการปฏิรูประบบสุขภาพของประเทศ นพ.สมเกียรติ ฉายะศรีวงศ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีได้มอบนโยบายให้หน่วยงานต่างๆ ไปดำเนินการปรับมาตรฐานการรักษาพยาบาลของทั้ง 3ระบบ ให้เป็นไปอย่างเท่าเทียมกัน และหากจะมีการเพิ่มสิทธิประโยชน์การรักษาเพิ่มเติมนอกเหนือจากการให้การรักษาขั้นพื้นฐาน เช่น ระบบสวัสดิการข้าราชการ ระบบประกันสังคม ก็ให้เป็นไปตามศักยภาพของแต่ละระบบ แต่ต้องมีการควบคุมค่าใช้จ่ายให้เป็นไปอย่างเหมาะสม ไม่ก่อให้เกิดปัญหาต่อระบบในระยะยาว
เห็นว่าทั้ง 3 ระบบอยู่ในระดับที่ใกล้เคียงกัน แต่ยังต้องมีการปรับปรุงในเรื่องของการรักษาพยาบาลกรณีอุบัติเหตุฉุกเฉิน และการส่งต่อผู้ป่วยให้เป็นไปอย่างได้มาตรฐานและมีประสิทธิภาพ โดยทุกหน่วยงานซึ่งรวมถึงกระทรวงแรงงานจะนำเรื่องนี้มาพิจารณาเพื่อปรับปรุงการให้การรักษาพยาบาลทั้ง 2เรื่องดังกล่าวให้ดีขึ้น นพ.สมเกียรติ กล่าว
นอกจากนี้ นพ.สมเกียรติ กล่าวว่า ได้นำเสนอเรื่องการจัดทำระบบประกันสังคมแห่งชาติต่อนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นระบบที่ดูแลการรักษาพยาบาลและสวัสดิการสังคมต่างๆ เช่น การออมเงิน ครอบคลุมประชาชนทุกกลุ่ม ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีก็ได้ให้ความสนใจในเรื่องนี้ และให้ความเห็นว่าควรจะดูถึงผลกระทบที่จะมีไปถึงหน่วยงานต่างๆ ด้วย เขามองว่า ส่วนในระยะแรกนี้ ทุกระบบควรปรับมาตรฐานการรักษาพยาบาลให้เท่าเทียมกันก่อน ซึ่งในส่วนของกระทรวงแรงงานจะมอบให้สำนักงานประกันสังคม (สปส.) ไปจัดทำรายละเอียดต่อไป
สปสช.เน้น 3 กองทุนลดเหลื่อมล้ำ
นพ.วินัย สวัสดิวร เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กล่าวว่า ทิศทาง 3กองทุนรักษาพยาบาล ควรเป็นไปตามนโยบายที่นายกรัฐมนตรีได้ให้ไว้เมื่อการประชุมคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติที่ผ่านมา ซึ่งเน้นลดความเหลื่อมล้ำ สร้างความเท่าเทียมในการเข้าถึงบริการรักษาพยาบาลที่ควรเป็นมาตรฐานเดียวกัน ให้กับประชาชนในทุกกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นในระบบสวัสดิการข้าราชการ ระบบประกันสังคม และระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ซึ่งไม่ควรมีช่องว่างที่ห่างกัน
นพ.วินัย กล่าวว่า ที่ผ่านมาความเหลื่อมล้ำใน 3กองทุนรักษาพยาบาลยังมีมาก ส่งผลกระทบต่อการเข้าถึง โดยเฉพาะระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า จากการเลือกให้บริการของหน่วยบริการสถานพยาบาล เนื่องจากมีการกำหนดอัตราการจ่ายค่ารักษาที่แตกต่างกัน อย่างกรณีของการผ่าตัดไส้ติ่ง สปสช.กำหนดอัตราการเบิกจ่ายที่ 9,000บาท ขณะที่ระบบประกันสังคม และระบบสวัสดิการข้าราชการให้เบิกจ่ายที่ 18,000บาท
จากความเหลื่อมล้ำที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะในส่วนของงบเบิกจ่าย ย่อมส่งผลต่อระบบแน่นอน จึงควรมีการจัดทำราคาค่ารักษาพยาบาลที่เป็นมาตรฐานกลาง เลขาธิการ สปสช. กล่าวว่า
ชี้ต้องสร้างความมั่นใจบัตรทองก่อน
ดร.วิโรจน์ ณ ระนอง นักวิชาการสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวว่า ในกองทุนสุขภาพ 3ระบบที่มีอยู่ ประเด็นที่พูดกันโดยตลอด คือ การรวมกองทุน ไม่ว่าจะรูปแบบใด การจะทำหรือไม่นั้น ก่อนอื่นจะต้องได้รับความยินยอมก่อน คนในกองทุนต้องสมัครใจ โดยเฉพาะในระบบประกันสังคม ซึ่งตั้งแต่แรกเริ่มจัดตั้งระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าก็มีความพยายามที่จะดึงระบบประกันสังคมมารวมไว้ในระบบเดียวกันแล้ว แต่ด้วยที่กลุ่มผู้ประกันตนไม่ยินยอมและคัดค้านเสียงแข็ง เพราะเกรงจะทำให้มาตรฐานการรักษาพยาบาลลดลง
ส่วนตัวเห็นว่าการรวมกองทุนจะเกิดขึ้นได้ จะต้องสร้างความมั่นใจในระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าให้กับผู้ประกันตนและข้าราชการก่อน และการย้ายไปกองทุนอื่นหรือไม่ ต้องขึ้นอยู่กับความสมัครใจเอง อีกทั้งการรวมกองทุนหากจะเกิดขึ้นควรเป็นไปเพื่อประสิทธิภาพในการบริหาร ไม่ใช่เพื่อลดการจ่ายเงิน การจ่ายเบี้ยสมทบ อย่างที่มีความพยายามจะใช้ประเด็นนี้เพื่อล่อชักจูงผู้ประกันตน
ยุบรวมกองทุนเจอ 2 แรงต้าน
ด้าน นพ.สัมฤทธิ์ ศรีธำรงสวัสดิ์ ผู้อำนวยการสำนักงานวิจัยเพื่อการพัฒนาหลักประกันสุขภาพไทย (สวปก.) กล่าวว่า ยังไม่ทราบเป้าประสงค์และเจตนารมณ์ของรัฐบาลในเรื่องนี้ แต่หากมองย้อนไปในกลุ่มคนที่ร่วมกันปฏิรูประบบสุขภาพ มีเจตนารมณ์ที่ต้องการให้รวมกองทุนรักษาพยาบาลเป็นหนึ่งเดียว เพื่อทำให้คนไทยทุกคนได้รับบริการรักษาพยาบาลที่เป็นมาตรฐานเดียวกัน ซึ่งเรื่องนี้รัฐบาลเองก็ปฏิเสธไม่ได้ ทั้งยังทำให้การบริหารจัดการมีประสิทธิภาพมากกว่า แต่เมื่อดูมาตรา 9, 10และ 11พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ จะเห็นได้ว่า ไม่ได้เป็นเรื่องการรวมกองทุนแต่อย่างใด แค่กำหนดรวมการบริการจัดการของแต่ละกองทุนเท่านั้น
นพ.สัมฤทธิ์ กล่าวต่อว่า ที่ผ่านมาแรงต่อต้านของการรวมกองทุน หลักๆ น่าจะมาจากในส่วนระบบประกันสังคม ซึ่งแตกออกเป็น 2ส่วน คือ 1.กลุ่มที่ต้องการให้รวมกองทุนรักษาพยาบาลผู้ประกันตนเข้าไปยังระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า พร้อมทั้งให้ยกเลิกการร่วมจ่ายค่ารักษาพยาบาลในส่วนผู้ประกันตน เพื่อให้เกิดความเท่าเทียมกับคน 48ล้านคน และ 2.กลุ่มที่ไม่ต้องการไปรวมกับระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า และยินดีจ่ายเงินประกันในส่วนรักษาพยาบาลต่อ
ทางออกในเรื่องนี้ นพ.สัมฤทธิ์ กล่าวว่า ในหลายประเทศที่มีระบบรักษาพยาบาลหลายกองทุน จะแก้ไขปัญหาโดยกำหนดอัตราการจ่ายค่ารักษาพยาบาล และมาตรฐานในการจ่ายที่เป็นไปในรูปแบบเดียวกันทั้งประเทศ ซึ่งจะทำให้ผู้ให้บริการ สถานพยาบาล ไม่เลือกปฏิบัติว่าจะให้บริการผู้ป่วยในระบบกองทุนใด ซึ่งขณะนี้ในส่วนของประเทศไทย ใน 3กองทุนรักษาพยาบาล ทั้งระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ระบบประกันสังคม และระบบสวัสดิการข้าราชการ ต่างมีกฎหมายและการบริหารจัดการของตนเอง เป็นอิสระจากกัน ทำให้ไม่มีใครฟังใคร
หากรัฐบาลต้องการให้ระบบรักษาพยาบาลเดินไปในแนวทางที่เป็นมาตรฐานเดียวกัน จำเป็นต้องกำหนดกฎหมายและหลักเกณฑ์มาตรฐานเพื่อควบคุม แต่ยังมองไม่ออกว่ารัฐบาลต้องการอะไร นพ.สัมฤทธิ์ กล่าว
3รูปแบบบริหารสุขภาพ
ขณะที่ นพ.พงศธร พอกเพิ่มดี นักวิชาการเศรษฐศาสตร์สาธารณสุข กล่าวว่า ที่ผ่านมามีการนำเสนอช่องทางดำเนินการ 3รูปแบบ คือ 1.รูปแบบตามที่ภาคประชาชนและองค์กรเอกชนเสนอ ที่ให้มีการรวมหน่วยงานจัดการบริหารทั้ง 3กองทุนรักษาพยาบาลเป็นกองทุนเดียว 2.รูปแบบสำนักงานพัฒนาระบบการเงินการคลังด้านสุขภาพ (สพคส.) โดยเป็นหน่วยงานที่บริหาร 3กองทุน ทำหน้าที่กำหนดสิทธิประโยชน์ วิธีการจ่ายเงิน
และ 3.รูปแบบที่ภาคเอกชนเสนอ โดยสมาคมผู้วิจัยและผลิตเภสัชภัณฑ์ (พรีม่า) และแพทย์จากโรงพยาบาลเอกชนบางกลุ่มเสนอ ที่ปล่อยให้ทั้ง 3กองทุน ดำเนินไปตามกลไกตลาด แข่งขันตามระบบทุนนิยม และต้องการให้ประชาชนมีส่วนร่วมจ่ายค่ารักษาพยาบาล
นพ.พงศธร กล่าวว่า เมื่อเปรียบเทียบทั้ง 3 รูปแบบนั้น ส่วนตัวเห็นว่า แนวทางที่ 2 มีความเป็นไปได้ที่รัฐบาลจะดำเนินการมากที่สุด เนื่องจากเป็นระบบประนีประนอม ไม่ต้องผ่าตัดการบริหารใหม่ ทั้งยังไม่ส่งผลกระทบต่อทั้ง 3 กองทุน แต่กลับช่วยลดช่องว่างความเหลื่อมล้ำได้ นอกจากนี้ยังไม่กระทบต่องบประมาณของภาครัฐที่ต้องจ่ายให้ผู้ประกันตน 10 ล้านคน
ล็อกอินเข้าระบบสมาชิก!
แจ้งสมาชิกสมาชิกเว็บไซต์
เนื่องด้วยตอนนี้เกิดปัญหาจากสมาชิกบางท่านที่แสดงความคิดเห็นอันไม่พึงประสงค์ ทั้งมีการแสดงความเห็นที่หยาบคาย และบางความเห็นมีการหมิ่นสถาบันเบื้องสูง ซึ่งทางเว็บไซต์ ไม่สามารถยอมให้เกิดขึ้นได้ ดังนั้น จึงมีความจำเป็นที่ต้องปรับเปลี่ยนระบบการเปิดแสดงความคิดเห็น โดยทางทีมงานขอสงวนสิทธิ์อนุญาตให้แสดงความคิดเห็นได้เฉพาะสมาชิกเท่านั้น เพื่อเป็นการยืนยันตนของผู้โพส หากเป็นสมาชิกแล้ว login ที่นี่ หากยังไม่เป็นสมาชิกสมัครได้ ที่นี่
ศ.ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ ปาฐกถาพิเศษเรื่อง "บูรพาภิวัตน์ : ภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจโลกใหม่" จากงานสัมมนา "บูรพาภิวัตน์ : ฤาโลกจะกลับขั้วอำนาจ" เปิดยุทธศาสตร์ประเทศไทยในยุค "เอเชียผงาด"
1. ใครคือ'ฮิซบุลลอฮ์'นักบุญหรือกลุ่มก่อการร้าย
2. รุกกระทู้ถาม‘ว.5’โฟร์ซีซั่นส์ ‘ปู’หลบตอบอ้างติดภาร..
3. อบต.โวยขีดแก้มลิงไม่ถามท้องถิ่น
4. ไทยลงนามพิธีสารนาโงยา ป้องกันปัญหาใช้ทรัพยากรธรรมช..
5. สั่งทูตพณ.แจงทั่วโลกเรียกเชื่อมั่น สนามบิน-บขส.-รถ..
6. “ยิว” คำรามใส่อิหร่าน “ก่อการร้ายโจมตีทูต” ขู่ใช้ม..
8. "วิปฯค้าน" ตั้งข้อสังเกต "ขุนค้อน" เร่งบรรจุการพิจ..
1. ปตท.- การบินไทยหนุนคลังขายหุ้น 2% ไม่กระทบฐานะ - น..
2. พิสูจน์ฝีมือรัฐ ยุบรวม ‘3 กองทุน’
3. “ อภิสิทธิ์ ” ชี้ ข้อเสนอนิติราษฎร์ กรณี ส.ส.ร. ไ..
4. จักรพันธุ์ ปัดปรับผังข่าวช่อง 9 ก่อนครบสัญญามิ.ย.น..
5. นโยบาย "แก้ผ้าเอาหน้ารอด" ขายหุ้นเพื่อซุกหนี้
6. กรณ์ ห่วงหมกเม็ดแปรรูป ปตท. ลอยแพประชาชน จ่ายค่าพล..
7. ผู้ว่าฯ กาญจน์ดันแผนยุทธศาสตร์รับ ‘ทวาย’ หวังรัฐบา..
8. ต่างชาติฮุบที่ 100 ล้านไร่
9. อภิสิทธิ์ ชี้ รบ.อ้างฟื้นฟูน้ำท่วมหวังกู้เงินเพิ่ม..
10. บุหรี่กานพลู ขายเกลื่อนภัยคุกคามใหม่ ฮิตในหมู่วัยร..









