รับจุดอ่อนเรื่องภาษาเป็นอุปสรรคทำแพทย์ไทยเสียเปรียบในอาเซียน

Date : 2012-11-13 13:22:47

เผยแพร่โดย ศูนย์ข่าวอาร์เอสยูนิวส์

 

ศูนย์ข่าวอาร์เอสยูนิวส์ / 12 มิ.ย. 2555 ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เผยพร้อมเชิญภาครัฐ –เอกชนร่วมร่างนโยบายสุขภาพสร้างความพร้อมรับเออีซี-เมดิคัลฮับ สภาการพยาบาล ห่วงสถานการณ์พยาบาลขาดแคลน เหตุแห่ย้ายไปทำงานต่างประเทศปีละ 600 คน ด้านรองอธิการบดี ม.มหิดล –รองเลขาธิการ กกอ.-ที่ปรึกษานายกแพทยสภา รับจุดอ่อนเรื่องภาษาเป็นอุปสรรคทำแพทย์ไทยเสียเปรียบในอาเซียน ขณะที่โรงพยาบาลเอกชนเสนอตัวขอร่วมผลิตแพทย์-พยาบาลป้อนสายงานสาธารณะสุขไทย

 

จากงานสัมมนาวิชาการ เรื่อง “การเปิดเสรีอาเซียน : การเตรียมกำลังคนด้านสุขภาพของประเทศไทย” ซึ่งจัดโดย กลุ่มวิทยาลัยแพทยศาสตร์และวิทยาศาสตร์สุขภาพ มหาวิทยาลัยรังสิต

 

นพ.ไพจิตร์ วราชิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ในปีนี้ตนจะเปิดโอกาสให้หน่วยงานด้านงานสาธารณะสุข สภาวิชาชีพด้านสาธารณะสุขและภาคเอกชนได้เข้ามาร่วมกันวางนโยบายเพื่อเตรียมรับกับการเปิดเสรีอาเซียน เช่น กรณีการเตรียมตัวรับคนไข้จำนวนมากที่จะเดินทางเข้ามารักษาในประเทศไทยมากขึ้น เป็นต้น นอกจากนี้จะมีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับมหาวิทยาลัยที่ผลิตแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ทั้งภาครัฐและภาคเอกชนเพื่อร่วมกันหาแนวทางร่วมผลิตแพทย์ให้มากขึ้น เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายที่ตั้งเป้าเป็นเมดิคัลฮับและรองรับการเปิดประชาคมอาเซียน โดยจะมีการเชิญโรงพยาบาลเอกชนมาสอบถามความต้องการด้านบุคลากรว่ามีความต้องการแบบใด เพื่อจะได้ผลิตบุคลากรได้ตรงกับความต้องการ นอกจากนี้จะมีการเจรจากับโรงพยาบาลเอกชนที่มีความพร้อมในการเป็นเทรนนิ่งเซ็นเตอร์เพื่อร่วมพัฒนาบุคลากรทางการแพทย์ของไทย โดยทางกระทรวงสาธารณะสุขจะนำแนวคิดทั้งหมดนี้ไปใช้วางกรอบนโยบายในระดับประเทศ เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนบุคลากรทางการแพทย์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต อย่างไรก็ตามแม้ว่าจะเหลือเวลาไม่นานที่จะปรับตัวรับกับการเปิดประชาคมอาเซียน แต่ตนเชื่อว่าหากมีการเริ่มต้นที่ดีก็จะช่วยให้ประเทศไทยมุ่งสู่การเป็นเมดิคัลฮับได้

 

ด้านดร.กฤษดา แสวงดี อุปนายกสภาการพยาบาล กล่าวว่า สภาการพยาบาลแห่งประเทศไทยไม่ได้กังวลเรื่องการเคลื่อนย้ายแรงงานเสรีที่เปิดโอกาสให้พยาบาลไทยไปทำงานในชาติสมาชิกอาเซียน แต่สิ่งที่สภาการพยาบาลเป็นห่วงมากที่สุดในขณะนี้ คือ กรณีที่พยาบาลของไทยขอย้ายไปทำงานในประเทศสหรัฐอเมริกาซึ่งพบว่าในระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมามีพยาบาลขอย้ายไปทำงานในต่างประเทศเฉลี่ยปีละ 600 คน ทั้งนี้จากการศึกษาพบว่า พยาบาลที่ทำงานในประเทศไทยมีชั่วโมงทำงานที่มากเกินกำหนด โดยทำงานเฉลี่ย 32 เวร ต่อเดือนในขณะที่แรงงานทั่วไปทำงานเพียง 22 วันต่อเดือนเท่านั้น ด้วยเหตุผลดังกล่าวจึงอาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้พยาบาลของไทยขอย้ายไปทำงานต่างประเทศมากขึ้น ส่วนกรณีที่หลายฝ่ายกังวลว่าพยาบาลในชาติสมาชิกอาเซียนจะหลั่งไหลเข้ามาทำงานในประเทศไทยและอาจทำให้มาตรฐานการทำงานของพยาบาลตกต่ำลงนั้น ตนเกรงว่าอาจเป็นความเข้าใจผิด เพราะสภาการพยาบาลได้มีการทำข้อตกลงยอมรับร่วมคุณสมบัตินักวิชาชีพอาเซียน หรือ ASEAN Mutual Recognition Arrangement(MRA) เพื่อคัดกรองพยาบาลต่างชาติที่ต้องการเข้ามาทำงานในประเทศไทยให้มีมาตรฐานวิชาชีพที่เป็นที่ยอมรับและสามารถทำงานได้โดยไม่กระทบต่อคุณภาพในการรักษา

 

“แม้แนวโน้มการผลิตพยาบาลเพื่อป้อนสู่ระบบสาธารณะสุขจะมีจำนวนน้อยลง แต่ดิชั้นเชื่อว่ายังไม่อยู่ในระดับที่น่าเป็นห่วง เนื่องจากปัจจุบันสถานศึกษาหลายแห่งมีการผลิตบุคลากรทางการแพทย์ในด้านต่างๆ เพื่อเข้ามาแบ่งเบาภาระงานพยาบาลมากขึ้น ต่างจากในอดีตที่พยาบาลต้องทำทุกหน้าที่ อีกประเด็นที่น่าเป็นห่วง คือ สภาการพยาบาลพบว่า ปัจจุบันนี้ต้นทุนการผลิตพยาบาลเพื่อป้อนสู่สายงานพยาบาลมีต้นทุนสูงขึ้น เนื่องจากพยาบาลส่วนใหญ่มีการย้ายไปทำงานนอกสายงานสาธารณสุขมากขึ้น เช่น ตำแหน่งพยาบาลประจำโรงงาน หรือทำหน้าที่ดูแลผู้ป่วยประจำบ้าน จึงทำให้ความต้องการพยาบาลมีมากขึ้น ดังนั้นในอนาคตจึงอยากให้ภาครัฐและภาคเอกชนร่วมกันผลิตพยาบาลให้มีจำนวนเพียงพอต่อความต้องการของประเทศ” อุปนายกสภาการพยาบาล กล่าว

 

รศ.นพ.กำจร ตติยกวี รองเลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษากล่าวว่า แม้ประเทศไทยจะมีระบบการผลิตแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ที่มีคุณภาพดีที่สุดในอาเซียน แต่การผลิตแพทย์ของไทยในปัจจุบันยังถือว่าไม่เพียงพอต่อความต้องการ เพราะแพทย์ส่วนใหญ่ทำงานแบบกระจุกตัวอยู่ในเมืองใหญ่เท่านั้น นอกจากนี้ตนมองว่าหากไทยตั้งเป้าผลิตแพทย์เพื่อป้อนสู่อาเซียน อาจทำเกิดคำถามตามมาว่าแพทย์ในประเทศเพียงพอแล้วหรือไม่ และจำเป็นจะต้องใช้งบประมาณแผ่นดินสนับสนุนการผลิตแพทย์เพื่อให้ไปทำงานในชาติอาเซียนหรือไม่ ส่วนการนำเข้าแพทย์จากชาติสมาชิกอาเซียนนั้นตนมองว่าเป็นเรื่องยาก เนื่องจากแพทย์ในต่างประเทศกลัวเรื่องกฎหมายคุ้มครองผู้เสียหายจากการรับบริการสาธารณสุขซึ่งเปิดโอกาสให้ฟ้องร้องแพทย์ได้ จึงเป็นเรื่องยากที่แพทย์ในชาติสมาชิกอาเซียนจะหลั่งไหลเข้ามาทำงานในประเทศไทย

 

“อีกปัญหาที่น่าเป็นห่วง คือ ปัญหาจากการผลิตพยาบาลและนักเทคนิคการแพทย์ที่ใช้การประเมินจากสภาวิชาชีพแบบปีต่อปีนั้นทำให้นักศึกษาส่วนใหญ่ไม่มั่นใจที่จะเรียนวิชาชีพสายดังกล่าว ต่างจากวิชาชีพแพทย์ที่มีการประเมินจากสภาวิชาชีพเพียงครั้งเดียว โดยปัญหาดังกล่าวกลายเป็นการปิดกั้นไม่ให้ไทยผลิตบุคลากรทางการแพทย์ได้เพิ่มขึ้น นอกจากผมอยากให้สถาบันการศึกษาทางด้านการแพทย์และพยาบาลปรับการเรียนการสอนโดยเน้นการใช้ภาษาอังกฤษมากขึ้น เพราะถือเป็นเรื่องสำคัญในการประกอบอาชีพในอนาคตหลังการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน เพราะในชาติสมาชิกอาเซียน เช่น กัมพูชา และเวียดนาม รวมถึงจีนมีการส่งเสริมให้นักศึกษาเรียนภาษาต่างประเทศอย่างจริงจัง เช่น ภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ดังนั้นหากไทยไม่ส่งเสริมให้เรียนภาษาต่างประเทศอย่างจริงจังอาจทำให้เสียเปรียบประเทศอื่นๆ ได้ในอนาคต”รองเลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา กล่าว

 

ศ.นพ.สมศักดิ์ โล่ห์เลขา ที่ปรึกษานายกแพทยสภา กล่าวว่า คนไทยต้องทำความเข้าใจระหว่างคำว่าเมดิคัลฮับและเออีซี เพราะประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนนั้น คือ การเปิดโอกาสให้ประชากรจากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามารับการรักษาในประเทศไทยได้ ซึ่งปัจจุบันนี้โรงพยาบาลในประเทศไทยสามารถปรับตัวได้โดยไม่มีปัญหา เพราะคนไข้จากชาติสมาชิกอาเซียนส่วนใหญ่สามารถพูดภาษาไทยได้ ส่วนเมดิคัลฮับนั้น คือ การเป็นศูนย์กลางธุรกิจด้านสุขภาพที่รองรับลูกค้าทั้งจากกลุ่มประเทศยุโรป,  อเมริกา, ญี่ปุ่น และกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง ส่วนกรณีที่หลายฝ่ายห่วงว่านักธุรกิจต่างชาติจะเข้ามาซื้อกิจการโรงพยาบาลเอกชนของไทยนั้น ตนมองว่ากรณีดังกล่าวคงไม่สามารถปิดกั้นได้ เนื่องจากปัจจุบันนี้นักลงทุนต่างชาติได้เข้ามายึดครองธุรกิจด้านสุขภาพเกือบหมดแล้ว โดยใช้ระบบการถือหุ้นแบบนอมินี อย่างไรก็ตามตนมองว่าประเด็นดังกล่าวไม่น่าจะเป็นปัญหาเพราะอย่างน้อยก็เป็นการลงทุนในประเทศไทยและเป็นการพัฒนาธุรกิจสุขภาพของประเทศไทยให้มีคุณภาพดีขึ้น

 

ที่ปรึกษานายกแพทยสภา กล่าวต่อไปว่า จุดอ่อนของบุคลากรทางการแพทย์ของไทย คือ เรื่องภาษาอังกฤษซึ่งอยู่ในระดับที่น่าเป็นห่วงมาก เพราะหากเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนจะทำให้บุคลากรทางการแพทย์ของไทยเสียเปรียบเรื่องการใช้ภาษาอังกฤษในการสื่อสารและอาจทำให้เสียโอกาสในการทำงาน นอกจากนี้ยังพบว่าบุคลากรทางการแพทย์ของไทยมีความรู้รอบตัวเรื่องอาเซียนน้อยมาก เนื่องจากไม่มีการสอนในระบบการศึกษาจึงอาจทำให้ไทยขาดความรู้เรื่องดังกล่าว

 

ด้านรศ.เยาวลักษณ์ สุขธนะ รองอธิการบดีฝ่ายการศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่าขณะนี้อาเซียนกำลังประสบปัญหาขาดแคลนแพทย์และพยาบาล โดยปัญหาดังกล่าวเกิดจากการกระจายตัวที่ไม่สมดุล โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศที่มีรายได้ต่ำซึ่งมีอัตราการผลิตแพทย์น้อย อีกทั้งมีอัตราการจ้างงานที่จำกัดจึงทำให้เกิดปัญหาการรักษาที่ไม่มีคุณภาพ ดังนั้นตนเชื่อว่าหลังเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนแพทย์และพยาบาลของไทยจะไม่ย้ายไปทำงานในชาติสมาชิกอาเซียน แต่เชื่อว่าประชากรในชาติสมาชิกอาเซียนจะเดินทางเข้ามารับการรักษาในประเทศไทยแทน

 

รศ.เยาวลักษณ์ กล่าวต่อไปว่า เรื่องภาษาจะเป็นอีกอุปสรรคหนึ่งในการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน เนื่องจากพบว่ามีแพทย์จำนวนหนึ่งที่ไม่สามารถใช้ภาษาอังกฤษได้เพราะอาจทำให้เสียเปรียบในการทำงาน ซึ่งต่างจากประเทศฟิลิปปินส์และอินโดนีเซียที่มุ่งผลิตแพทย์ที่เชี่ยวชาญในการใช้ภาษาอังกฤษเพื่อส่งออกบุคลากรไปทำงานในต่างประเทศ อีกปัญหาหนึ่งที่พบ คือ ธุรกิจทัวร์สุขภาพซึ่งพบการขยายตัวอย่างรวดเร็วในประเทศไทยและสิงคโปร์ ซึ่งตนเชื่อว่าธุรกิจดังกล่าวจะส่งผลปัญหาการขาดแคลนแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ของประเทศไทย

 

นพ.นำ ตันธุวนิตย์ ผู้อำนวยการด้านการแพทย์ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์กล่าวว่าขณะนี้ภาคเอกชนมีความพร้อมมากในการช่วยเหลือภาครัฐในการผลิตแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์เพื่อสนับสนุนระบบการแพทย์ของประเทศไทยหลังเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน อย่างไรก็ตามโรงพยาบาลเอกชนมองว่าในอนาคตจะเกิดปัญหาการขาดแคลนแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์อย่างแน่นอน โดยมีปัจจัยหลักได้แก่ การขยายตัวของทัวร์สุขภาพ การเป็นเมดิคัลฮับและปัญหาการย้ายไปทำงานในต่างประเทศ ดังนั้นภาคเอกชนจึงอยากมีส่วนร่วมในการผลิตแพทย์และบุคลากรทางแพทย์ให้กับประเทศไทย เนื่องจากเห็นว่าภาคเอกชนมีศักยภาพและมีความพร้อมในทุกด้าน แต่ในส่วนที่หลายฝ่ายมองว่าภาคเอกชนต้องการเข้ามาร่วมผลิตแพทย์เพราะต้องการหากำไรหรือเป็นห่วงเรื่องคุณภาพนั้น ตนอยากให้ทุกฝ่ายมองว่าโรงพยาบาลเอกชนเป็นทรัพยากรของประเทศและเป็นจุดศูนย์รวมของคณาจารย์แพทย์และผู้เชี่ยวชาญในสหวิชาชีพที่มีศักยภาพในระดับสูงจึงน่าจะโอกาสเป็นส่วนหนึ่งที่ร่วมผลิตแพทย์และบุคลากรทางแพทย์ให้กับประเทศไทย

สำรวจความคิดเห็น

Loading...

สถิติการเข้าชมสูงสุด