ดร.อาทิตย์ แนะ ภาครัฐ-สถานศึกษา วางนโยบายให้สอดคล้องสร้างบุคคลากรทางการแพทย์รับอาเซียน

Date : 2012-06-12 22:47:50

เผยแพร่โดย ศูนย์ข่าวอาร์เอสยูนิวส์

 

ศูนย์ข่าวอาร์เอสยูนิวส์ / 12 มิ.ย. 2555   ดร.อาทิตย์ อุไรรัตน์ กระตุ้นไทยสร้างบุคลากรทางการแพทย์รับเปิดอาเซียน เตรียมพร้อมเป็นเมดิคัลฮับ แนะภาครัฐ-สถานศึกษาจับเข่าคุยสร้างนโยบายที่สอดคล้องเพื่อเสริมสร้างศักยภาพในการผลิตบุคคลากรทางการแพทย์

 

จากงานสัมมนาวิชาการ เรื่อง “การเปิดเสรีอาเซียน : การเตรียมกำลังคนด้านสุขภาพของประเทศไทย” ซึ่งจัดโดย กลุ่มวิทยาลัยแพทยศาสตร์และวิทยาศาสตร์สุขภาพ มหาวิทยาลัยรังสิต

 

ดร.อาทิตย์ อุไรรัตน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยรังสิตกล่าวว่า ขณะนี้หลายประเทศกำลังเตรียมตัวเพื่อเข้าสู่ประชาคมอาเซียนจึงมีการเร่งพัฒนาประเทศอย่างรวดเร็วเพื่อหาช่องทางตักตวงผลประโยชน์จากประชาคมอาเซียน ทั้งนี้จากการที่ตนเคยบริหารประเทศจึงมีโอกาสได้ร่วมงานกับทั้งภาครัฐและเอกชนจึงทำให้เห็นว่าระบบสาธารณสุขและธุรกิจด้านสุขภาพของประเทศไทยมีความพร้อมสำหรับเวทีอาเซียนและเวทีโลก เพราะประเทศไทยมีจุดแข็งในหลายด้าน ทั้งด้านการผลิตอาหาร ด้านการท่องเที่ยว ด้านความคิดสร้างสรรค์ และด้านสาธารณสุข แต่การที่ประเทศไทยจะสามารถรักษาจุดแข็งเหล่านี้จำเป็นต้องมีการสร้างบุคลากรให้มีความพร้อมและมีความสามารถมากขึ้น โดยเฉพาะด้านการแพทย์และพยาบาล ดังนั้นมหาวิทยาลัยรังสิตจึงใส่ใจต่อกระบวนการผลิตแพทย์ พยาบาลและบุคลากรด้านการแพทย์ เพื่อสร้างบุคลากรที่มีความเพียบพร้อมในการทำงานในระบบสาธารณะสุข

 

 

อธิการบดีมหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวต่อไปว่า หากเปิดประชาคมอาเซียนจะทำให้เกิดการเคลื่อนย้ายแรงงานแบบเสรีในหลายวิชาชีพ ซึ่งการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจะมีทั้งผลดีและผลเสีย ดังนั้นประเทศสมาชิกอาเซียนจึงเริ่มปรับเปลี่ยนนโยบายเพื่อวางแผนใช้ประโยชน์จากการเคลื่อนย้ายแรงงานเสรีให้มากที่สุด แต่ในประเทศไทยกลับพบว่าที่ผ่านมามีปัญหาการวางนโยบายสาธารณสุขและการศึกษาที่สับสน เพราะนโยบายส่วนใหญ่ขัดแย้งกับแนวทางที่ปฏิบัติจริง เห็นได้จากที่ภาครัฐและภาคประชาชนมองว่าระบบสาธารณะสุข คือ สิทธิของประชาชนในการเข้ารับการรักษาและไม่ใช่กิจการค้ากำไร แต่ในขณะเดียวกันผู้บริหารประเทศกลับตั้งเป้าให้ไทยเป็นศูนย์กลางด้านธุรกิจสุขภาพหรือเมดิคัลฮับ เห็นได้จากการที่สถานศึกษาด้านการแพทย์ของรัฐมุ่งเน้นที่จะพัฒนาแพทย์เพื่อรองรับธุรกิจดังกล่าว แต่ในความเป็นจริงเรากลับพบว่าขณะนี้โรงพยาบาลทั้งภาครัฐและเอกชนกลับประสบปัญหาขาดแคลนแพทย์ พยาบาล และบุคลากรทางการแพทย์เป็นจำนวนมาก นอกจากนี้ยังพบปัญหาจากการที่ สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน หรือ กพ. ประกาศปรับลดอัตราบรรจุพยาบาลจบใหม่ ซึ่งประเด็นดังกล่าวได้ทำลายขวัญและกำลังใจต่อบุคลากรทางการแพทย์อย่างรุนแรงจนส่งผลให้พยาบาลเป็นจำนวนมากลาออกไปทำงานกับสถานพยาบาลเอกชน ซึ่งทั้งหมดนี้ คือ ปัญหาที่เกิดจากนโยบายที่สับสน ดังนั้นขณะนี้ถึงเวลาแล้วที่ผู้บริหารประเทศและกระทรวงสาธารณสุขและภาคการศึกษาจะต้องปรับเปลี่ยนทัศนะคติให้สอดคล้องกับโลกในยุคศตวรรษที่ 21 โดยจะต้องมีนโยบายที่ชัดเจนเพื่อให้ทุกฝ่ายทำงานได้อย่างสอดคล้องและมีพลัง รวมถึงให้โอกาสแก่องค์กรทั้งภาครัฐและภาคเอกชนอย่างเท่าเทียมกัน ตนเชื่อว่าประเทศไทยจะมีศักยภาพเพียงพอต่อการเป็นเมดิคัลฮับอย่างแน่นอน

สำรวจความคิดเห็น

Loading...

สถิติการเข้าชมสูงสุด