ปลุกมติเถื่อนหักศาล ‘พท.’ตั้งธงโหวตสวนคำสั่งวสันต์:สภาต้องรับผิดชอบ

Date : 2012-06-07 09:41:18

เผยแพร่โดย ศูนย์ข่าวอาร์เอสยูนิวส์

 

ไทยโพสต์ / 7 มิ.ย. 2555 "วสันต์" ยืนยันยื่นร้องศาลตาม ม.68 เป็นสิทธิ 2 ทาง ชี้เรื่องพลิกฟ้าพลิกแผ่นดินให้อัยการสูงสุดวินิจฉัยลำพังเป็นการตีความอย่างแคบ บอกนักข่าวหัวหน้าอำมาตย์คือนายกฯ ขณะที่ระบอบทักษิณระดมเครือข่ายกฎหมายตอบโต้ศาลรัฐธรรมนูญ ทีมกฎหมายรัฐสภาสุดเจ๋ง ตีความรัฐธรรมนูญเองสรุปคำสั่งศาลไม่ผูกพันรัฐสภา แค้นหนักหวังเอาคืน "ค้อนแดง" เปิดซักฟอกศาล เพื่อไทยกระเหี้ยนกระหือรืออภิปราย ก่อนให้โหวตเถื่อนเพื่อความสะใจ "เหลิม" ขู่ศาลงานนี้ไม่สำเร็จหรอก อย่ามาตุลาการภิวัฒน์บ่อยนักเลย

 

เมื่อวันพุธ นายวสันต์ สร้อยพิสุทธิ์ ประธานศาลรัฐธรรมนูญ พร้อมด้วย นายพิมล ธรรมพิทักษ์พงษ์ หัวหน้าคณะทีมโฆษกศาลรัฐธรรมนูญ พร้อมด้วย นายสมฤทธิ์ ไชยวงศ์ โฆษกศาลรัฐธรรมนูญ, นายกมล โลกาภิโภค โฆษกศาลรัฐธรรมนูญ ร่วมกันแถลงถึงอำนาจการวินิจฉัยกรณีที่มีกลุ่มบุคคลได้ยื่นคำร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยกรณีร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (พ.ศ…….) ว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 และเป็นการล้มล้างระบอบประชาธิปไตยหรือไม่

 

นายวสันต์แถลงว่า ขออธิบายให้เข้าใจง่ายๆ โดยยกตัวอย่างว่าเป็นคำกล่าวอ้างตามคำร้อง เหมือนกับเขาฟ้องว่าคุณเป็นจำเลยไปฆ่าคนตาย ไม่ได้แปลว่าคุณฆ่าจริงหรือฆ่าไม่จริง ไม่ใช่ว่าฟ้องปุ๊บผิดปั๊บ ไม่ใช่ มันเป็นข้อกล่าวอ้างของผู้ร้องเขากล่าวอ้างว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญในลักษณะนี้นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองอย่างอื่น ท่านว่าเป็นเรื่องใหญ่หรือไม่ ซึ่งคำกล่าวอ้างของเขานั้นจริงเท็จไม่ทราบ เขาบอกว่ามีเจตนาแอบแฝงซ่อนเร้นอะไรกันอยู่ภายในก็เป็นเรื่องข้อเท็จจริง เขากล่าวอ้างเช่นนั้น เขาก็ได้ไปร้องทางอัยการสูงสุดด้วยทางหนึ่งและก็มาร้องทางนี้ด้วย

 

"ศาลรัฐธรรมนูญก็ได้พิเคราะห์ตัวบทแล้วเห็นว่ามันเป็นสิทธิ 2 ทางของผู้ร้อง เรื่องจะพลิกฟ้าพลิกแผ่นดินเปลี่ยนแปลงการปกครองจะนำไปสู่การวินิจฉัยของท่านอัยการสูงสุดเพียงท่านเดียวน่าจะเป็นการตีความที่แคบไปหน่อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าจะตีความว่ายื่นให้อัยการสูงสุดตรวจสอบข้อเท็จจริง และยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ แปลว่าท่านอัยการสูงสุดไม่มีสิทธิ์ทำอย่างอื่น ตรวจสอบแล้วต้องยื่นลูกเดียว ใช้สมองอย่างอื่นไม่ได้เลยถูกมั้ย เป็นไปรษณีย์ดีกว่าถ้าอย่างนั้น ส่งให้พนักงานสอบสวนสอบแล้ว ส่งมาให้ไปรษณีย์ส่งมาดีกว่า มันก็คงไม่ใช่"

 

นายวสันต์กล่าวว่า ในขั้นนี้ของศาลรัฐธรรมนูญเป็นเพียงรับคำร้อง แล้วก็ไม่ได้ไปสั่ง เพียงแต่แจ้งไปยังสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐ แล้วก็นำความกราบเรียนท่านประทานรัฐสภาเพื่อโปรดกรุณาทราบ ส่วนทางสภาจะดำเนินการอย่างไรก็เป็นเรื่องของสภา ซึ่งจะต้องรับผิดชอบกันเองว่าอะไรจะเกิดขึ้นในภายหน้า

 

ถามว่า มีกลุ่มคนเสื้อแดงรวมตัวกันล่ารายชื่อถอดถอน 7 ตุลาการศาล ที่มีมติให้รับเรื่องดังกล่าวไว้พิจารณา ประธานศาล รธน.ตอบว่า คงจินตนาการมากไปหน่อยมั้ง กรุณาอย่าทานของเสาะท้องก่อนนอนแล้วก็ฝัน จริงๆ แล้วคือว่าใครเห็นว่าไม่ถูกต้องจะไปใช้สิทธิในการถอดถอนไม่ว่ากัน ใครจะทำอะไรก็ทำ  แต่ตรงที่ว่าจะมีทำอะไรทำนองนั้นคงจะไม่ใช่แล้วก็ไม่มีใครมาสั่งหรือมาชี้นำเราได้ เราระวังกันอยู่ "เราไม่ได้อยู่เหนือรัฐธรรมนูญครับ ประทานโทษ ถ้าไม่มีมาตรา 68 เขียนไว้เราก็ไม่อาจก้าวล่วง"

 

ช่างเขาได้หรือ

 

"เมื่อมีการอ้างว่าลักษณะการแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างนี้เป็นการนำไปสู่การ เปลี่ยนแปลงการปกครอง แล้วศาลรัฐธรรมนูญเพิกเฉยก็แปลว่าอยากจะเปลี่ยนก็เปลี่ยนไป ช่างเขาได้รึ สมควรหรือ อย่างน้อยที่สุดก็ต้องไต่สวนทวนความก่อนว่าจริงหรือไม่ นี่เป็นแค่ชั้นรับคำร้องไว้พิจารณา ยังไม่ได้ชี้ขาดตัดสินว่าเป็นซ้ายหรือขวา แล้วการที่สภาจะให้ความร่วมมือเลื่อนการพิจารณาเดือนเศษๆ ก็ไม่ได้เสียหาย ร้ายแรงอะไร"

 

ซักว่า ขณะนี้ตุลาการถูกมองว่าเป็นเครื่องมือทางการเมือง ที่จะทำให้ขัดแย้งทางการเมืองมากขึ้นอย่างคาดไม่ถึง นายวสันต์ตอบว่า เข็มขัดสั้น...ถึงคาดไม่ถึง เอ..อันนี้คงไม่ทราบนะ เพราะว่าคนเป็นตุลาการเขาจะมองข้อกฎหมายข้อเท็จจริงเฉพาะที่มันปรากฏขึ้นในสำนวนเท่านั้นเอง เราจะไปเป็นเครื่องมือของใครล่ะ เครื่องมือของฝ่ายไหน

 

เมื่อถามย้ำว่า ศาลรัฐธรรมนูญถูกมองว่าเป็นเครื่องมือของฝ่ายอำมาตย์ที่จะล้มล้างนักการเมือง เขาถามกลับว่า ใครอำมาตย์ ตอนนี้ใครเป็นหัวหน้าอำมาตย์ ผมถามหน่อย? (ถามย้ำพร้อมกับชี้นิ้วมายังกลุ่มสื่อมวลชน) ใคร ใคร...เป็นหัวหน้าอำมาตย์ ขอประทานโทษนะ หัวหน้าอำมาตย์ตัวจริงคือนายกรัฐมนตรีมีอำนาจสูงสุดในประเทศไทย นั่นหัวหน้าอำมาตย์ตัวจริง

 

"ในเบื้องต้นมีคำร้องกล่าวหาว่าการกระทำของบุคคลเหล่านี้แก้รัฐธรรมนูญแบบนี้จะเป็นการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขไปสู้ระบอบอื่นมันก็ต้องฟังก่อนว่าคนที่เขาถูกฟ้องถูกร้อง เขาจะว่าอย่างไร เขาจะรับสารภาพว่าเขาผิดอย่างนั้นจริง เขาก็คงไม่รับ เขาก็ปฏิเสธมาสิ มีเหตุผลมีพยานหลักฐานมาก็มาพิจารณากัน แต่นี่เวลานี้เขาร้องว่าพวกท่านกำลังทำการเปลี่ยนแปลงการปกครองโดยวิธีนี้ แล้วถ้าท่านไม่ชี้แจง ท่านแอนตี้ ท่านไม่ชี้แจง ไม่ต่อสู้คดี จะให้ศาลรับฟังว่าอย่างไร"

 

เขายังบอกว่าจะไม่ชี้แจงอะไรกันบ่อยๆ วันนี้จะเป็นครั้งสุดท้ายแล้ว เพราะไม่ใช่เด็กน้อยที่จะมาทะเลาะด้วยเป็นรายวัน รำคาญคนโน้นว่าที คนนี้ว่าที ล่วงล้ำก้ำเกิน วิพากษ์วิจารณ์เราก็พอทนกันได้ ผมไม่อยากจะพูดอะไรแล้ว  ไม่อยากจะหาคู่ทะเลาะด้วย เพราะจะกลายเป็นว่าศาลเป็นคู่กรณี แต่ถ้าอยากจะวิพากษ์วิจารณ์อะไรก็ไม่เป็นไร เพราะมาอยู่ตรงนี้แล้ว “สี” ทนได้ค่ะ

 

ยก รธน. 40 ประกอบ

 

นายพิมลอธิบายเรื่องอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญตามมาตรา 68 โดยหยิบยกเจตนารมณ์ของมาตรา 63 ในรัฐธรรมนูญปี 40 มาประกอบ ว่าผู้ยื่นสามารถยื่นได้ 2 แนวทาง ซึ่งเป็นเจตนารมณ์เดียวกับมาตรา 68 ของรัฐธรรมนูญปี 50

 

นายพิมลกล่าวว่า คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาในประเด็นดังกล่าวแล้ว ว่าผู้ทราบการกระทำสามารถยื่นเสนอได้ทั้ง 2 ทางก็คือ ทางแรกเสนอให้อัยการสูงสุดตรวจสอบข้อเท็จจริง แล้วยื่นคำร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัย สองคือยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยโดยตรง ซึ่งตรงนี้จะเห็นว่าในการใช้สิทธิของบุคคล ถ้าเราไปดูประกอบกันไม่ใช่เพียงเฉพาะมาตรา 68 อย่างเดียว  เราต้องไปดูในมาตรา 69 ด้วย นั้นให้สิทธิบุคคลต่อต้านการกระทำโดยสันติวิธี เพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองโดยวิธีการซึ่งไม่เป็นไปตามบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ รวมถึงมาตรา 60 มาตรานี้ค่อนข้างสำคัญ ถือว่าเป็นหน้าที่เลย

 

ด้านนายสมฤทธิ์แถลงว่า รัฐธรรมนูญ มาตรา 68 เป็นมาตรการป้องกัน ไม่ใช้เป็นมาตรการแก้ไข การป้องกันจะได้ผลก็ต่อเมื่อกระบวนการต่างๆ ยังมิได้มีการกระทำให้เป็นผลสำเร็จ เพราะหากกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญมีผลสำเร็จ  ศาลรัฐธรรมนูญก็จะไม่สามารถตรวจสอบได้

 

ขณะที่ นายอรรถพล ใหญ่สว่าง รองอัยการสูงสุด ในฐานะประธานคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณีบุคคลและคณะบุคคล 6 ราย ยื่นหนังสือพร้อมหลักฐานให้อัยการสูงสุดตรวจสอบข้อเท็จจริงที่ 416 ส.ส.-ส.ว. เสนอแก้ รธน. มาตรา 291 เพื่อยื่นคำร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสั่งการตาม รธน.มาตรา 68 ว่า วันที่ 7 มิ.ย. เวลา 13.00 น. คณะกรรมการจะร่วมประชุมกันเพื่อพิจารณาเอกสารที่ได้จากคำร้อง และที่ได้ขอเพิ่มเติมจากหน่วยราชการที่เกี่ยวข้องจากสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรและศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งในการประชุมในวันที่ 8 พ.ค.นี้ หากอัยการได้เอกสารครบถ้วน ก็สามารถมีความเห็นเสนอนายจุลสิงห์ วสันตสิงห์ อัยการสูงสุดได้ทันทีว่าจะส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามมาตรา 68 ได้หรือไม่ หรือคำร้องไม่มีมูลข้อเท็จจริงที่จะเกิดการกระทำที่จะให้ยื่นคำร้องได้ตามมาตรา 68 โดยขณะนี้ให้ฝ่ายเลขาฯ คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงดูแลเรื่องการติดตามเอกสารจากสภาฯ และศาลรัฐธรรมนูญ

 

ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ว่า โดยหลักการแล้วที่ศาลรัฐธรรมนูญทำอย่างนี้สังคมรับไม่ได้ เพราะพรรคเพื่อไทยปราศรัยตลอดหากชนะเลือกตั้งเราจะแก้ไขรัฐธรรมนูญ มันเป็นนโยบาย ทั้งแก้รัฐธรรมนูญและ พ.ร.บ.ปรองดอง แล้วอยู่ๆ จะมาล้มล้างการปกครองได้อย่างไร

 

“วันที่ 7 มิ.ย. อัยการสูงสุดจะประชุม ผมยังหวังว่าจะเป็นที่พึ่งของสังคมได้ อัยการไม่ต้องไปคิดว่าศาลรัฐธรรมนูญผิดหรือถูก ต้องฟันธงว่าผู้ที่ยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาตามมาตรา 68 ต้องเป็นอัยการสูงสุดเท่านั้น บ้านเมืองจะดีขึ้น"

 

อย่ามาตุลาการภิวัฒน์บ่อยนัก

 

ซักว่ามีความกังวลว่าหากเดินหน้าไปปรากฏว่าศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยชี้ขาดว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญขึ้น คนที่ลงมติอาจมีปัญหาได้ ร.ต.อ.เฉลิมกล่าวว่า มันทำไม่ง่ายอย่างที่คิด บ้านเมืองนี้ศักดิ์สิทธิ์ ประเทศไทยเป็นเมืองพุทธ ใครที่คิดไม่ดีไม่งามมันไม่ง่ายแบบพลิกฝ่ามือ คุณมีกัน 9 คน ก็ยัง 7 ต่อ 1 อีก 1 คนลาไป แล้วคุณยังจะรุ่มร่าม ทำอะไรมันต้องเกรงใจเจ้าของประเทศ คือประชาชน  67 ล้านคน

 

“งานนี้ไม่สำเร็จหรอก อย่ามาตุลาการภิวัฒน์บ่อยนักเลย ผมต่อสู้มาตั้งแต่เป็นรัฐมนตรียุติธรรม ผมไม่เห็นด้วยกับระบบศาลคู่ ไม่ว่าศาลรัฐธรรมนูญ หรือศาลปกครอง เพราะควบคุมตรวจสอบไม่ได้ ตรวจสอบไม่ได้ มันไม่ยุติธรรม" รองนายกฯ กล่าว

 

ยังคงมีความพยายามฝืนคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเพื่อโหวตร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม ด้วยการใช้กลไกที่อยู่ในมือของเครือข่ายรัฐบาลยิ่งลักษณ์

 

นายพิทูร พุ่มหิรัญ เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานและเสนอความเห็นเพื่อประกอบการพิจารณาวินิจฉัยของประธานรัฐสภา แถลงว่า ตามที่ศาลรัฐธรรมนูญมีหนังสือที่ ศร 006/440 เรื่องแจ้งคำสั่งศาลรัฐธรรมนูญ ลงวันที่ 1 มิ.ย.2555 มีคำสั่งมายังเลขาธิการสภาฯ ให้แจ้งประธานรัฐสภาให้รอการดำเนินการเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญไว้ก่อนจนกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัยนั้น ตนในฐานะเลขาธิการรัฐสภาได้นำความกราบเรียนต่อประธานรัฐสภาเพื่อทราบ โดยมีความเห็นของคณะกรรมาธิการประสานงานเสนอไปด้วยดังนี้

 

มาตรา 216 ของรัฐธรรมนูญกำหนดให้คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญให้เป็นเด็ดขาดมีผลผูกพันรัฐสภา โดยคำวินิจฉัยนั้นต้องทำโดยองค์คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญไม่น้อยกว่า 5 คน ซึ่งผู้เป็นองค์คณะทุกคนต้องทำความเห็นในคำวินิจฉัยในส่วนตนและประกาศในราชกิจจานุเบกษา แต่คำสั่งของศาลรัฐธรรมนูญดังกล่าวไม่ได้ปรากฏว่ามีลักษณะตามที่มาตรา 216 ของรัฐธรรมนูญกำหนด จึงไม่เป็นคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญตามรัฐธรรมนูญอันมีผลผูกพันรัฐสภา

 

คำสั่งของศาลรัฐธรรมนูญดังกล่าวใช้แบบหนังสือเรียกเอกสาร หลักฐานหรือบุคคล โดยอาศัยอำนาจตามรัฐธรรมนูญมาตรา 68 วรรค 2 ประกอบมาตรา  213 วรรค 1 และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 264 ประกอบข้อกำหนดศาลรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาและการทำคำวินิจฉัย พ.ศ.2550  ข้อ 6 อันเป็นการใช้อำนาจกำหนดวิธีการคุ้มครองชั่วคราว แต่รัฐสภามิใช่หน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือราชการส่วนท้องถิ่นอันอยู่ภายใต้บังคับของมาตรา 213 ของรัฐธรรมนูญ รัฐสภาจึงไม่ผูกพัน ต้องปฏิบัติตามคำสั่งดังกล่าว

 

สรุปไม่ผูกพันสภา

 

คำสั่งศาลรัฐธรรมนูญดังกล่าวเป็นการออกคำสั่งต่อเลขาธิการสภาฯ ให้แจ้งประธานรัฐสภาให้รอการดำเนินการเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญไว้ก่อน มิใช่เป็นการออกคำสั่งต่อประธานรัฐสภาหรือรัฐสภา

 

การดำเนินการโดยประการใดของประธานรัฐสภา และรัฐสภาในเรื่องนี้ อาจส่งผลต่อบรรทัดฐานการปฏิบัติหน้าที่ในอนาคตของฝ่ายนิติบัญญัติ

 

“ผมประชุมคณะกรรมการครั้งแรกตั้งแต่วันที่ 1 มิ.ย. ได้รับคำสั่งจากศาลและนำความกราบเรียนไปแล้ว และท่านก็รับทราบก็พยายามหาข้อคิดเห็นเพิ่มเติมว่ามีประเด็นอื่นๆ หรือไม่ประกอบการใช้ดุลพินิจ ดังนั้นหากมีการลงมติในวาระ 3 ก็จะเข้ากระบวนการตามรัฐธรรมนูญต่อไป ส่วนผู้ที่ลงมติจะมีผลกระทบหรือไม่หากเชื่อตามที่เราเสนอไป ก็แสดงว่ามีความมั่นใจ เพราะเราก็สุจริตไม่มีฝักใฝ่พรรคการเมืองใด ความผูกพันก็แบ่งส่วนกันไป ใครคิดเห็นอย่างไรก็ไม่เป็นไร เพราะกรรมการก็มีความรักชาติบ้านเมืองเช่นกัน” นายพิทูรกล่าว

 

ผู้สื่อข่าวรายงานจากรัฐสภาว่า นายสมศักดิ์มีคำสั่งนัดประชุมร่วมกันของรัฐสภา ในวันที่ 8 มิ.ย.นี้ เวลา 09.30 น. โดยในระเบียบวาระการประชุมมีดังนี้  1.เรื่องที่ประธานแจ้งต่อที่ประชุมคือ รับทราบคำสั่งศาลรัฐธรรมนูญกรณีศาลรัฐธรรมนูญได้รับคำร้องให้พิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 68

 

นายอุดมเดช รัตนเสถียร ส.ส.นนทบุรี พรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) ให้สัมภาษณ์ว่า นายสมศักดิ์มีคำสั่งนัดประชุมร่วมรัฐสภาในวันที่ 8 มิ.ย.เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งยืนยันว่าจะไม่มีการลงมติรัฐธรรมนูญในวาระ 3 แต่จะเป็นเพียงการแจ้งให้ที่ประชุมทราบถึงคำสั่งศาลที่ให้ชะลอการลงมติ   

 

"จะมีการเดินหน้าการลงมติวาระ 3 อย่างไร ขณะนี้ยังไม่มีความชัดเจน ก็ต้องขึ้นอยู่กับประธานสภาฯ และสมาชิกในที่ประชุม สมาชิกจะเสนอต่อที่ประชุมในเรื่องการลงมติในวาระ 3 นั้นก็เป็นเรื่องที่สามารถกระทำได้ ทุกคนมีสิทธิ์เสนอ แต่ก็ต้องไปดูข้อบังคับว่าสามารถดำเนินการไปได้หรือไม่ ไม่เช่นนั้นก็จะถูกยื่นตีความอีก" ประธานวิปรัฐบาลกล่าว

 

ด้านนายวัฒนา เซ่งไพเราะ โฆษกประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า  วันที่ 8 มิ.ย. นายสมศักดิ์จะเปิดโอกาสให้สมาชิกสภาทั้ง ส.ส. และ ส.ว. หารือถึงเรื่องดังกล่าวอย่างเต็มที่ ว่าจะดำเนินการต่อไปอย่างไร และเมื่อได้ข้อเสนอของสมาชิกรัฐสภาแล้ว ก็จะสั่งปิดประชุม และนำความเห็นเหล่านี้ไปประกอบการตัดสินใจ และนัดสื่อมวลชนแถลงข่าวว่าต่อไปจะดำเนินการอย่างไร

 

นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และโฆษกพรรคเพื่อไทย เชื่อว่าในการประชุมร่วม 2 สภาฯ จะมี ส.ส.ของพรรคอภิปรายต่อประเด็นคำสั่งศาลรัฐธรรมนูญอย่างกว้างขวางแน่นอน ส่วนประธานสภาฯ ในที่ประชุม จะขอมติที่ประชุมเกี่ยวกับเรื่องนี้ด้วยหรือไม่นั้น ตอบแทนประธานที่ดำเนินการประชุมไม่ได้

 

ส่วนนายพิชิต ชื่นบาน ส.ส.บัญชีรายชื่อ และทีมกฎหมายพรรคเพื่อไทย  คาดว่าในขั้นตอนการประชุมสภานั้น ประธานสภาฯ จะนำคำสั่งศาลรัฐธรรมนูญมาแจงต่อที่ประชุมด้วย ซึ่งตามหลักกฎหมายสามารถสอบถามความเห็นจากมติที่ประชุมได้ว่าเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยอย่างไร แต่ก็ยังบอกไม่ได้ว่าประธานสภาฯ จะดำเนินการตามขั้นตอนนี้หรือไม่

 

เพื่อไทยจะโหวตเถื่อน

 

นายก่อแก้ว พิกุลทอง ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย กล่าวต่อว่า การประชุมสภาผู้แทนราษฎรในวันที่ 8 มิ.ย.นี้ ทางประธานสภาฯ คงจะปล่อยให้สมาชิกได้แสดงความคิดเห็นต่อคำสั่งของศาลที่ให้ชะลอการลงมติวาระ 3 ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญออกไปก่อน ซึ่งหากไม่สามารถได้ข้อยุติ ทางประธานสภาฯ ก็คงจะให้มีการโหวต เพื่อว่าสมาชิกส่วนใหญ่จะลงมติเห็นชอบกับคำสั่งของศาลรัฐธรรมนูญหรือไม่

 

"ส่วนตัวถึงแม้ว่าจะไม่ใช่นักกฎหมาย แต่ก็ไม่ได้โง่ และการใช้กฎหมายแบบโง่ๆ เช่นนี้ผมรับไม่ได้ กับการที่ฝ่ายตุลากการพยายามที่จะควบคุมฝ่ายนิติบัญญัติเช่นนี้ ซึ่งถ้าตุลาการศาลรัฐธรรมนูญทั้ง 8 คนสามารถควบคุมประชาชนทั้งประเทศ ประเทศไทยก็ไม่จำเป็นต้องมีการเลือกตั้ง"

 

รายงานข่าวจากพรรคเพื่อไทยเผยว่า ที่ประชุมพรรคเมื่อวันที่ 5 มิ.ย. ได้วางตัว ส.ส.ประมาณ 20 คน นำโดย ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี , พ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย ส.ส.บัญชีรายชื่อ เพื่อเตรียมอภิปรายในที่ประชุมร่วมของรัฐสภา โดย ส.ส.พรรคเพื่อไทยจะอภิปรายตามกรอบที่ทีมกฎหมายของพรรคเพื่อไทยได้แจกคู่มือรวบรวมข้อกฎหมายว่าศาลรัฐธรรมนูญไม่มีอำนาจ และใช้อำนาจไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญอย่างไร โดยเฉพาะ ร.ต.อ.เฉลิมได้ขอเวลา 1 ชั่วโมงที่จะอภิปราย ขณะที่ พ.อ.อภิวันท์จะอภิปรายชำแหละศาลรัฐธรรมนูญอย่างดุเดือด เพราะเป็นคนพูดกลางที่ประชุมทำนองว่าการอภิปรายครั้งนี้ถึงขั้นยอมติดคุกเลยทีเดียว เมื่อเปิดโอกาสให้ที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาอภิปรายกันอย่างกว้างขวางแล้ว ทางพรรคเพื่อไทยได้เตรียมที่จะขอให้มีการโหวตลงมติไม่เห็นด้วยกับคำสั่งของศาลรัฐธรรมนูญทันที แต่ไม่ใช่เป็นการโหวตให้ร่างแก้ไขรธน.วาระ 3

 

วันเดียวกันนี้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ขณะนี้ไม่มีความจำเป็นเร่งด่วนใดๆ ที่จะต้องไปลงมติในวาระ 3 หากจะทำต่อไปก็จะยิ่งทำให้เกิดการเผชิญหน้าในสังคมมากยิ่งขึ้น ขอให้รอการตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญจะดีกว่า และไม่น่าจะเป็นปัญหา อุปสรรคใดๆ เพราะถ้ายืนยันจะดำเนินการลงมติ ก็เท่ากับขัดคำสั่งศาล จะเป็นปัญหากับคนที่ขัดคำสั่งศาล เพราะจงใจฝ่าฝืนกฎหมาย และจะเข้าเงื่อนไขถูกยื่นถอดถอนได้   

 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ เวลา 10.15 น. กลุ่มคนเสื้อแดงในนามเครือข่ายประชาธิปไตย นำโดยนายชัยนรินทร์ กุหลาบอ่ำ และคณะกลุ่มคนเสื้อแดงประมาณ 15 คน เดินทางมายื่นหนังสือเรียกร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อขอให้พิจารณาทบทวนคำสั่งของศาล

 

กลุ่มดังกล่าวตะโกนด้วยถ้อยคำว่า ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญต้องรับใช้ประชาธิปไตย และข้าราชการต้องรับใช้ประชาชน ไปตลอดเส้นทางที่จะเข้าสู่ทางเข้าสำงานศาลรัฐธรรมนูญ โดยกลุ่มคนเสื้อแดงได้มีการนำผ้าสีดำมาผูกที่ป้ายศาลรัฐธรรมนูญเพื่อเป็นสัญลักษณ์การไว้อาลัยต่อการทำงานของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และมีการแสดงละครล้อเลียนการทำหน้าที่ของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญด้วย.

สำรวจความคิดเห็น

Loading...

สถิติการเข้าชมสูงสุด