ดร.โกร่ง นักเศรษฐศาสตร์ที่น่ากลัว

Date : 2012-06-05 15:55:40

เผยแพร่โดย ศูนย์ข่าวอาร์เอสยูนิวส์

 

โดย  เฉลิมชัย ยอดมาลัย

 

ผมได้รับข้อความนี้จากคุณสุทธิพงษ์ ปรัชญพฤกษ์ ซึ่งติดต่อกันเป็นประจำผ่านอีเมล ผมอ่านแล้วเห็นว่าน่าจะเผยแพร่ให้คุณ ๆ ได้ช่วยกันคิดว่าดร.โกร่งเป็นนักเศรษฐศาสตร์ที่น่ากลัวหรือไม่

 

ดร.วีรพงษ์ รามางกูร หรือ ดร.โกร่ง เกิดวันที่ 1 สิงหาคม 2586 เรียนชั้นประถมที่จังหวัดนครพนมมาเรียนต่อชั้นมัธยมที่โรงเรียนสามเสนวิทยาลัย และโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาจบปริญญาตรีจากคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แผนกวิชาการคลัง เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง เหรียญทอง เคยเป็นอดีตคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อดีตที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีรัฐบาลพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์อดีตรองนายกรัฐมนตรีรัฐบาลพล.อ. ชวลิตยงใจยุทธ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังรัฐบาลพล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณอดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังรัฐบาลนายอานันท์ ปันยารชุนอดีตที่ปรึกษาเศรษฐกิจของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรและอดีตประธานที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจรัฐบาลนายสมัครสุนทรเวช

 

ปัจจุบันมีตำแหน่งสำคัญในบริษัทเอกชนหลายแห่ง ดำรงตำแหน่งประธานกรรมการ 8 บริษัทและกรรมการหรือที่ปรึกษาอีก 20 บริษัท หนึ่งในนั้นคือตำแหน่งประธานกรรมการบริหารบริษัท แอ๊ดวานซ์ อะโกร จำกัด (มหาชน) เจ้าของผลิตภัณฑ์กระดาษดั๊บเบิ้ลเอ และยังเป็นประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการฟื้นฟูและสร้างอนาคตประเทศ (กยอ.)รัฐบาล นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อีกด้วย แต่ล่าสุดของล่าสุดคือมีตำแหน่งประธานคณะกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทย

 

ผู้ติดตามการเมืองไทยจำได้ดีว่า ดร.โกร่งเคยเป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีรัฐบาลพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ระหว่างวันที่3 มีนาคม พ.ศ. 2523 ถึง 4 สิงหาคม พ.ศ. 2531 และยังเป็นที่ปรึกษาเศรษฐกิจรัฐบาลพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ระหว่างวันที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2544 ถึง 19 กันยายน พ.ศ.2549 หลายคนจำได้ดีด้วยว่า ในช่วงรัฐบาลพล.อ.เปรมได้มีการลดค่าเงินบาทหลายครั้ง รวมแล้วค่าเงินบาทลดลง 27 เปอร์เซ็นต์ จนไทยต้องเข้า IMF เป็นครั้งแรก และเกิดปัญหาขาดสภาพคล่องต้องควบกิจการบริษัทไฟแนนซ์และเครดิตฟองซิเอร์รวม 25แห่งมีการตั้งกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาสถาบันการเงินเพื่อช่วยแก้ปัญหาและป้องกันปัญหาเศรษฐกิจ ส่วนในยุครัฐบาลพ.ต.ท.ทักษิณ ก็ได้เกิดปรากฏการณ์ค่าเงินบาทแข็งอย่างมีนัยสำคัญ เป็นผลมาจากการพังทลายของค่าเงินเหรียญสหรัฐฯ ครั้นเมื่อปี ค.ศ. 2000 ทำให้เงินไหลออกจากสหรัฐฯ ไปยังประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก รวมถึงไทยแล้วเกิดปรากฏการณ์ทุนสำรองพุ่งสูงขึ้น ค่าเงินบาทแข็งขึ้นอย่างมากในปีพ.ศ. 2549

 

คนไทยจำได้ดีว่าเมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2549 กระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทยออกมาตรการกันสำรอง 30 เปอร์เซ็นต์เงินทุนไหลเข้าซึ่งแสดงว่ามีเงินทุนไหลเข้าอย่างรุนแรงจนส่งผลให้เงินบาทแข็งค่าอย่างผิดปกติ แต่มาตรการกันสำรอง 30เปอร์เซ็นต์ไม่มีความรอบคอบพอ จนส่งผลให้ดัชนีตลาดหุ้นไทยตกในวันเดียวมากกว่า 100 จุด มูลค่าตลาดตกลงกว่า 8 แสนล้านบาทในที่สุดต้องยุติมาตรการนี้ภายในเย็นวันเดียวกันจึงทำให้ดัชนีตลาดหุ้นฟื้นตัว

 

นักธุรกิจจำได้แม่นยำว่าในช่วงต้นของรัฐบาลพ.ต.ท.ทักษิณ ค่าเงินบาทอยู่ที่ระดับ 45 บาทต่อเหรียญสหรัฐ แต่ปัจจุบันอยู่ที่ระดับประมาณ 30 บาทเศษต่อเหรียญสหรัฐ แข็งขึ้นประมาณ 15 บาทต่อเหรียญสหรัฐ เท่าที่พยายามค้นคว้าแต่ไม่ปรากฏว่ามีข้อมูลทุนสำรองการเงินระหว่างประเทศในช่วงรัฐบาลพล.อ.เปรม มีแต่ข้อมูลทุนสำรองการเงินระหว่างประเทศในรัฐบาลพ.ต.ท.ทักษิณ โดยพบว่าค่าเงินบาทและทุนสำรองในแต่ละช่วงมีความสัมพันธ์ต่อกัน ขึ้นและตกในช่วงเวลาเดียวกันเงินทุนไหลเข้าอย่างผิดปกติในปี 2549 หรือปีที่เกิดรัฐประหารกระทั่งต้องออกมาตรการกันสำรองเงินทุนไหลเข้าเมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2549 วันที่ออกมาตรการกันสำรองเงินทุนไหลเข้าทุนสำรองสุทธิอยู่ที่ระดับ 73 พันล้านเหรียญสหรัฐ ปัจจุบันอยู่ที่ระดับสูงกว่า 200 พันล้านเหรียญสหรัฐหมายความว่าเงินไหลเข้าไทยมากยิ่งขึ้นไปอีก แนวทางการพยายามแก้ปัญหาเงินทุนไหลเข้าทุกทางประกาศของธนาคารแห่งประเทศไทย 2 ฉบับ อนุมัติก.ล.ต.ให้เอกชนนำเงินไปลงทุนในต่างประเทศได้รวม 50,000 ล้านเหรียญสหรัฐ

 

ในช่วงการหาเสียงเพื่อให้ได้รับการเลือกตั้งเป็นรัฐบาลของพรรคไทยรักไทยพ.ต.ท.ทักษิณประกาศจะแก้กฎหมายขายชาติ 11 ฉบับ แต่เมื่อได้เป็นรัฐบาลแล้วกลับมีการแปรรูปรัฐวิสาหกิจมากมายเป็นประวัติการณ์ ซึ่งหนึ่งในนั้นคือปตท. ซึ่งหุ้นปตท.ที่มีมูลค่าสูงสุดในตลาด และพบว่ามีการแปรรูปปตท.อย่างรวดเร็ว พูดชัด ๆ คือพ.ต.ท.ทักษิณจงใจแปรรูปบริษัทนี้ ในช่วงแรกมีข่าวว่าจะ IPO หุ้นที่ราคา 50 บาท แต่มีการท้วงติงว่าราคาสูงไปไม่เป็นที่สนใจของต่างชาติ จะทำให้การแปรรูปไม่สำเร็จ หรือพูดชัด ๆ คือทำให้ขายสมบัติชาติไม่ได้ สุดท้าย IPO ที่ราคา 35 บาท ซึ่งเป็นราคาที่ต่ำมากทำให้กระทรวงการคลังได้เงินน้อย แต่คนจองซื้อมากมายเพราะเห็นว่าถูกเหมือนได้ของฟรีทำให้มองได้ว่าผู้ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ตั้งใจจะเอาหุ้นปตท.ไปเป็นของส่วนตนคนส่วนมากเห็นว่านี้คือการปล้นทรัพย์สมบัติของประเทศ แถมยังเอาหุ้นจำนวนหนึ่งไปจัดสรรให้ผู้มีอุปการคุณซึ่งก็ไม่ทราบว่าใคร แต่เท่าที่เห็นก็มีแต่ญาติ ๆ ของนักการเมืองในพรรคไทยรักไทย สุดท้ายเมื่อแปรรูปปตท.แล้ว ก็เกิดปรากฏการณ์ฟันกำไรน้ำมันสูงผิดปกติ ถือเป็นการปล้นต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง

 

มีคำถามว่าการแปรรูปรัฐวิสาหกิจคือปรัชญาทางเศรษฐกิจที่ถูกต้องหรือไม่การเอารัฐวิสาหกิจไปเป็นสมบัติส่วนตน อย่างที่ ผศ.ประสาท มีแต้ม กล่าวว่า“ล้างสมองแล้วปล้น” สร้างวาทกรรมเพื่อให้คนหลงเชื่อว่าการแปรรูปรัฐวิสาหกิจคือสิ่งที่ถูกต้องคือสิ่งที่ต้องทำ ทั้ง ๆ ที่ในความเป็นจริงนั้น หุ้นรัฐวิสาหกิจแม้หุ้นเดียวก็ไม่ควรตกเป็นสมบัติของใครเพื่อไม่ให้ใครเอาไปหาประโยชน์จากประชาชน ประชาชนรู้ดีแล้วว่า การแปรรูปปตท.ทำให้ราคาน้ำมันหน้าปั๊มสูงทำให้เงินเฟ้อสูง ข้าวของเครื่องใช้ราคาสูงขึ้น ค่าครองชีพสูงขึ้นและเดือดร้อนกันทั่วประเทศ

 

เรื่องราวทั้งหมดนี้ เกิดขึ้นในรัฐบาลพล.อ.เปรมและรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งเป็นช่วงที่ ดร.วีรพงษ์ รามางกูร เป็นที่ปรึกษาทั้ง 2ยุค

 

กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินเกิดขึ้นในช่วงที่รัฐบาลพล.อ.เปรม โดยเกิดขึ้นหลังการเกิดวิกฤตที่ไทยเข้ารับความช่วยเหลือทางการเงินจากIFM ครั้งแรกในครั้งนั้นมีการเข้าควบกิจการไฟแนนซ์และเครดิตฟองซิเอร์ 25 แห่ง ซึ่งรู้จักกันดีในโครงการ4 เมษายน ซึ่งก็คือช่วงที่ ดร.วีรพงษ์เป็นที่ปรึกษาเศรษฐกิจของนายกรัฐมนตรี

 

กองทุนเพื่อการฟื้นฟูคือวิสัยทัศน์ที่ล้มเหลวอย่างมีนัยสำคัญเป็นการคิดแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ ซึ่งทุกวันนี้ก็ยังไม่ทราบ ว่าต้นเหตุของวิกฤตเศรษฐกิจระหว่างปี 2524- 2527 เกิดจากอะไร นอกจากกองทุนเพื่อการฟื้นฟูจะไม่สามารถช่วยฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินได้แล้วยังทำให้สถาบันการเงินล้มลง ซึ่งเหตุการณ์นี้ได้ซ้ำรอยหลังวิกฤตการเข้าIMF ครั้งที่ 2 ในปีพ.ศ. 2540 ทำให้สถาบันการเงินและธนาคารถูกปิดกิจการ 54 แห่งก่อให้เกิดปัญหาหนี้กับกองทุนเพื่อการฟื้นฟู 1.4 ล้านล้านบาททุกวันนี้ทุกคนรับทราบกันดีแล้วว่า ผลคือสถาบันการเงินเอกชนล้มลงทั้งระบบ

 

เวลาผ่านไปเกือบ 15 ปีธนาคารแห่งประเทศไทยและกระทรวงการคลังได้ช่วยกันชำระหนี้เงินต้นและดอกเบี้ยของกองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯแต่ทำได้ค่อนข้างน้อย และยังคงมีหนี้เหลืออยู่ประมาณ 1.1 ล้านล้านบาทก็มาถึงรัฐบาลน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ซึ่งก็มีดร.วีรพงษ์เป็นประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการฟื้นฟูและสร้างอนาคตประเทศ (กยอ.)แล้วก็ได้มีความพยายามผลักภาระการบริหารจัดการกองทุนเพื่อการฟื้นฟูไปให้ธนาคารแห่งประเทศไทยแต่ฝ่ายเดียว

 

ประเด็นการเพิ่มขึ้นของทุนสำรอง และการแข็งค่าของเงินบาท ในปี2549 พบว่าเงินทุนไหลเข้าอย่างรุนแรง ทำให้ทุนสำรองเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วส่งผลให้ค่าเงินบาทแข็งขึ้น กระทั่งต้องออกมาตรการกันสำรอง 30 เปอร์เซ็นต์เงินทุนไหลเข้าในเวลาต่อมาและมีการอนุมัติให้เอกชนนำเงินไปลงทุนยังต่างประเทศ 50,000 ล้านเหรียญสหรัฐแต่เงินทุนก็ไหลเข้าอย่างผิดปกติแต่ประธานกยอ.ของรัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ ไม่หาสาเหตุว่าทำไมเงินทุนจึงไหลเข้าอย่างรุนแรงแต่กลับจะดึงเอาไปตั้งเป็นกองทุนมั่งคั่งแห่งชาติ และดึงเอาไปลงทุนด้านอื่น ๆ จะสร้างงานจากเรื่องที่ผิดปกติ ก็จะทำให้เกิดความผิดปกติที่ต่อเนื่อง บานปลายและไม่รู้จบ เหมือนเช่นที่เกิดกับกองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯ แล้วจะก่อให้เกิดปัญหาหนี้เก่าก็ใช้ไม่หมดหนี้ใหม่ก็จะทับถมอีก

 

แผนยุทธศาสตร์เพื่อการฟื้นฟูและสร้างอนาคตประเทศ5 ด้าน ภายใต้กรอบวงเงิน 2,270,085 ล้านบาท การมุ่งสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนนั้นน่าจะก่อให้เกิดปัญหาตามมา เนื่องจากงานที่ผ่านมาก็ล้มเหลวงานใหม่ที่จะทำขึ้นก็จะเป็นอันตรายซ้ำเติมอีก การขยายงานใหญ่โตเมกะโปรเจกต์ ก่อประโยชน์ให้นายทุน แต่ทิ้งปัญหาเงินเฟ้อให้กับชาวบ้าน

 

ที่กล่าวมานี้คือความล้มเหลวทางเศรษฐกิจมหภาคของประเทศที่ต่อเนื่องมาเป็นเวลายาวนาน32 ปี และดูเหมือนจะล้มเหลวต่อเนื่องไม่รู้จบ ประเทศไทยน่าเป็นห่วง และน่ากลัวที่มี ดร.วีรพงษ์ รามางกูร เป็นที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจของนายกรัฐมนตรี

 

คนที่ไม่ได้ติดตามสถานการณ์การเมืองอย่างใกล้ชิดมาตั้งแต่เมื่อ 30กว่าปีก่อนคงอ่านแล้วงง ๆ แต่สำหรับคนที่ติดตามการเมืองใกล้ชิดอ่านแล้วคงเห็นภาพได้ชัด
 
       

 

สำรวจความคิดเห็น

Loading...

สถิติการเข้าชมสูงสุด