
อดีตนายกรัฐมนตรี โฟนอินร่วมรายการ ครึ่งทศวรรษ ความจริงวันนี้ โดยระบุว่า จะไม่ขอเป็นหนูทดลอง หรือ ถูกหลอกอีก เพราะเห็นสัญญาณการปล้นอำนาจประชาชนที่กำลังเริ่มต้นขึ้น
voicetv / 2 มิ.ย. 55 รายการครึ่งทศวรรษ ความจริงวันนี้ ที่อาคารธันเดอร์โดม เมืองทองธานี มีแกนนำ นปช. 3 คน เป็นผู้ดำเนินรายการหลัก นั่นคือนายวีระกานต์ มุสิกพงศ์ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ และนายจตุพร พรหมพันธุ์ และมีกลุ่มคนเสื้อแดง เดินทางมาร่วมงานกันอย่างล้มหลาม
สำหรับการจัดรายการของแกนนำทั้ง 3 คนในวันนี้ มุ่งเน้นไปที่การวิพากษ์วิจารณ์บทบาทของพรรคประชาธิปัตย์และกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา
และมี พันตำรวจโททักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นแขกรับเชิญ โฟนอินมาจากต่างประเทศเข้าร่วมในรายการ
โดยพันตำรวจโททักษิณ กล่าวเป็นนัยว่า จากนี้ไปจะไม่ขอเป็นหนูทดลองอีกแล้ว และตอนนี้กระบวนการปล้นอำนาจประชาชนกำลังเริ่มขึ้นอีก เพราะศาลรัฐธรรมนูญกำลังก้าวล่วงอำนาจอธิปไตยข้ามสาย ซึ่งจะทำให้บ้านเมืองแตกแยกมากยิ่งขึ้น เนื่องจากผู้รักษากฎกติกาไม่มีคุณธรรม โดยรัฐสภาต้องไตร่ตรองว่าจะรับอำนาจจากฝ่ายที่ไม่มีอำนาจหรือไม่ ทั้งนี้อดีตนายกรัฐมนตรีขอประชาชนอย่าปล่อยให้มีการปล้นอำนาจประชาชนเกิดขึ้นอีก
พันตำรวจโททักษิณ ยังกล่าวอีกว่าตอนนี้สถานการณ์การเมือง ยังไว้วางใจไม่ได้ เพราะผู้รักษากติกา ไม่รักษากฎเกณฑ์
ส่วนกรณีที่พรรคประชาธิปัตย์พยายามโจมตีเรื่องการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยความปรองดองแห่งชาติว่า จะเป็นการคืนเงิน 4 หมื่น 6 พันล้านบาทให้ตนเองนั้น พันตำรวจโททักษิณ ยืนยันว่าเงินจำนวนดังกล่าว ได้มาจากการทำมาหากิน แต่กลับถูกปล้นไป พร้อมกันนี้ยังตำหนิการกระทำในสภาของพรรคประชาธิปัตย์ ว่าไม่เคยมีพรรคการเมืองไหนทำอย่างนี้
นอกจากนั้น พันตำรวจโททักษิณ ยังกล่าวขอโทษคนเสื้อแดงด้วยตนเองอีกครั้ง จากการวีดีโอลิ้งค์ เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคมที่ผ่านมา โดยยืนยันว่าไม่เคยคิดทอดทิ้งคนเสื้อแดง
ด้านนายณัฐวุฒิ ตั้งข้อสังเกตว่า การรับคำร้องวินิฉัยร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของศาลรัฐธรรมนูญเกิดขึ้น ในวันเดียวกันกับที่กลุ่มพันธมิตรนัดชุมนุม และก่อนมีคำสั่งดังกล่าว กลุ่มพันธมิตร ก็มีประกาศตลอดทั้งวันว่าจะมีข่าวดีจากศาลรัฐธรรมนูญ เหมือนทราบผลการวินิจฉัยมาก่อน จึงเห็นว่า มีขบวนการล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง
ขณะที่นายจตุพร พรหมพันธุ์ เห็นว่าศาลรัฐธรรมนูญกำลังใช้อำนาจเกินรัฐธรรมนูญและเป็นกลไกของฝ่ายอำมาตย์ ถือเป็นการแทรกแซงฝ่ายนิติบัญญัติ และมีเป้าหมาย ที่จะยุบพรรคการเมือง เพราะหากศาลวินิจฉัยว่า พรรคเพื่อไทยเสนอกฎหมายขัดต่อรัฐธรรมญนูญ ก็อาจนำไปสู่การยุบพรรคได้ พร้อมกันนี้ ขอให้มวลชนเตรียมความพร้อม หากมีสัญญาณของการรัฐประหาร และระหว่างนี้จะมีการรวบรวมรายชื่อเพื่อถอดถอนตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ
ส่วนนายวีระกานต์ ได้กล่าวยกย่องการต่อสู้ของคนเสื้อแดงที่ใช้แนวทางสันติวิธี ใช้มือเปล่าในการต่อสู้-สร้างความปรองดองกับฝ่ายปฏิวัติรัฐประหาร โดยเขา เห็นว่าถึงเวลาแล้วที่ประเทศต้องเดินหน้าปรองดอง แต่ฝ่ายตรงข้ามคือ ระบบอำมาตย์ ทหารที่ต้องการแย่งชิงอำนาจจากประชาชน รวมถึงพรรคประชาธิปัตย์ กลับปฏิเสธความปรองดอง และเป็นอุปสรรคที่ประชาธิปไตยของไทยจะเติบโต