โพลประจานประชานิยมปูกระจุกตัว-เอื้ออารีกลุ่มทุน

Date : 2012-05-28 10:27:05

เผยแพร่โดย ศูนย์ข่าวอาร์เอสยูนิวส์

 

ไทยโพสต์/ 28 พ.ค. 2555 วงสัมมนาเห็นตรงกัน “ยุคฉาตกภัย” จริงๆ มีแต่ “พาณิชย์” ยืนกระต่ายขาเดียวบอกแพงตามฤดูกาลเท่านั้น ยกผลการรวบรวมตัวเลข 50ปีเข้าข่ม “สหพัฒน์” ซัดการเมืองบิดเบือนกลไกตลาด แนะฟังฝ่ายค้าน-ภาคเอกชนบ้าง เครื่องใช้ไฟฟ้าปรับราคาขึ้น 5% “เอฟที” ก.ย.จ่อเพิ่ม 8สต. โพลประจานประชานิยม ชี้ “แท็บเล็ต-บ้านหลังแรก-รถคันแรก” เอื้อกลุ่มทุน ซ้ำร้ายช่วยก๊วนการเมือง ตอกย้ำสารพันโครงการกระจุกตัว

 

เมื่อวันอาทิตย์ สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยได้จัดเสวนาเรื่อง ”ยุคนี้ข้าวยากหมากแพงจริงหรือ” โดยนายอภิรักษ์ โกษะโยธิน รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และรัฐมนตรีพาณิชย์เงา ระบุว่า ราคาสินค้าส่วนใหญ่มีราคาสูงขึ้นจริงจากต้นทุนสินค้าที่เพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นผลมาจากนโยบายของรัฐบาล ทั้งการขึ้นค่าแรง การดำเนินนโยบายด้านพลังงานที่ผิดพลาด ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตสินค้าเพิ่มขึ้น ในขณะที่การแก้ปัญหาทั้งมหกรรมธงฟ้าหรือร้านค้าถูกใจก็ไม่น่าส่งผลให้ราคาสินค้าลดลงได้ รัฐบาลควรต้องทบทวนหรือชะลอการดำเนินนโยบายที่ส่งผลต่อต้นทุนการผลิต โดยเฉพาะการชะลอปรับขึ้นราคาพลังงาน และการปรับขึ้นค่าแรงที่ประเมินจากผลกระทบดูแล้วก็ไม่สามารถปรับขึ้น 300ทั่วประเทศอย่างที่รัฐบาลระบุไว้ได้

 

“การแก้ปัญหาราคาสินค้าต้องบูรณาการเชื่อมโยงทุกกระทรวง ไม่ใช่ให้กระทรวงพาณิชย์แก้ปัญหาอยู่กระทรวงเดียว ทั้งเรื่องสินค้าเกษตรที่ต้นทางถูกแต่ปลายทางแพงนั้น กระทรวงเกษตรฯ ก็ต้องเข้ามาแก้ปัญหาด้วย การดูแลราคาสินค้าก็จะต้องควบคุมดูแลตั้งแต่ต้นทาง กลางทาง และปลายทาง ไม่ใช่ตรึงราคาสินค้าแค่ปลายทางเท่านั้น สิ่งที่อยากเห็นคือการทำงานร่วมกัน ประสานกันทุกกระทรวง รวมถึงภาคเอกชนในนาม กรอ. ที่ปัจจุบันมองว่าไม่เห็นความร่วมมือกันแก้ปัญหาแบบนั้นอย่างที่รัฐบาลชุดก่อนเคยทำมา” นายอภิรักษ์กล่าว

 

ในขณะที่นายยรรยง พวงราช ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ระบุว่า ราคาสินค้าโดยภาพรวมนั้นไม่แพงขึ้น หากดูจากสถิติตัวเลขดัชนีผู้บริโภค โดยสินค้าในหมวดอาหารมีที่แพงอยู่  3-4%เท่านั้น ซึ่งเป็นธรรมชาติตามฤดูกาลผลิต ส่วนอัตราเงินเฟ้อก็ขยายตัวอยู่ในระดับเหมาะสมกับการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ซึ่งงานของกระทรวงมีหน้าที่เกี่ยวข้องดูแลประชาชนในหลายกลุ่มตั้งแต่ผู้ผลิต เกษตรกร ผู้บริโภค แต่จะพยายามดูแลราคาสินค้าในหมวดจำเป็นต่อการครองชีพของประชาชนในสินค้าอุปโภคบริโภคที่สำคัญ โดยแยกออกมาเป็นสินค้าควบคุม สินค้าที่ต้องจับตามอง ซึ่งเราดูแลอย่างใกล้ชิดไม่ให้ปรับราคาสูงขึ้นมากอยู่แล้ว

 

อ้างข้อมูล 50ปีของไม่แพง

 

“ราคาสินค้าแต่ละตลาดไปดูได้เลย ไม่เท่ากัน การจะบอกว่าของแพง-ไม่แพงต้องเป็นในทิศทางเดียวกันหมด และในช่วงระยะเวลาหนึ่งถึงจะบอกว่าของแพงขึ้น แต่จากข้อมูลของกระทรวงที่เป็นหน่วยงานเดียวในประเทศที่เก็บข้อมูลด้านราคาสินค้าเป็นเวลากว่า 50ปี ถือเป็นข้อมูลที่น่าเชื่อถือ ยังไม่ได้ส่งสัญญาณว่าแพงขึ้น” นายยรรยงกล่าว

 

ด้านนายประพจน์ นันทวัฒนศิริ ที่ปรึกษาฝ่ายขาย บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน) ยอมรับว่า สินค้ามีราคาเพิ่มขึ้นจริงจากต้นทุนที่สูงขึ้น ที่ผ่านมาเอกชนก็พยายามดูแลตัวเองเพื่อลดต้นทุนในการผลิต ซึ่งทำให้เมื่อควบคุมต้นทุนมากและนานเข้าก็จะเป็นการคุมกำไรที่มีน้อยนิดแบบทรหด และเมื่อมีเรื่องพลังงานและการขึ้นค่าแรงภาคเอกชนก็ต้องปรับตัว แต่ภาครัฐกลับใช้การควบคุม และขอให้ภาคเอกชนตรึงราคาสินค้า ซึ่งไม่สะท้อนความเป็นจริงและบิดเบือนตลาดอย่างมาก เพราะการตรึงราคาสินค้านั้นจะไม่ทำให้ราคาสินค้าปรับลดลงได้จริงใน 6เดือนข้างหน้าแน่นอน จึงต้องการให้มีการปล่อยกลไกตลาดแบบฟรี ให้กลไกตลาดทำงาน และมีการแข่งขันเสรี ราคาสินค้าก็จะปรับลดลงเอง

 

“ราคาสินค้าปรับขึ้นจริงไหม ในภาพรวมค่อนข้างจริง ในเมื่อต้นทุนขึ้นจากค่าแรง ราคาน้ำมัน ตามกลไกราคาสินค้าก็ต้องขึ้น ทางแก้เราต้องดูแลให้ประชาชนรู้จักประหยัด ซื้อของที่จำเป็น ไม่ใช่มาดูแลโดยการกดราคาสินค้า อย่าเอาเรื่องของการเมืองเข้ามา เพราะมันจะกระทบส่วนอื่นๆ ไปหมด ให้ฟังเสียงของฝ่ายค้านและภาคเอกชนบ้าง” นายประพจน์กล่าว

 

นายนิตินัย ศิริสมรรถการ นักวิชาการอิสระ กล่าวเช่นกันว่า ข้าวยากเกิดจากการที่สินค้าขาดแคลน มีการแย่งกันซื้อ แต่หมากแพงเกิดจากราคาสินค้าที่เพิ่มขึ้นจากต้นทุนที่สูง ซึ่งปัจจุบันไทยกำลังก้าวสู่ยุคหมากแพง จากสาเหตุคือ 1.เงินท่วมโลกจากการอัดฉีดเม็ดเงินของประเทศที่ได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจทั้งวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์และวิกฤติหนี้ในสหภาพยุโรป ซึ่งเมื่อเงินเข้าในระบบ ก็จะเข้าไปลงทุนในเรื่องของน้ำมัน พลังงาน ทองคำ จึงทำให้ราคาต้นทุนพลังงานเพิ่มสูงขึ้น ส่งผลให้ราคาสินค้าแพงไปทั่วโลก 2.มาตรการลดค่าครองชีพโดยเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำ ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตสินค้าของผู้ประกอบการเพิ่มขึ้น โดยเฉพะเอสเอ็มอีที่มีอยู่ 11.5%ในระบบการจ้างงาน ต้องอัดฉีดเม็ดเงินเพิ่ม 8,600ล้านบาทต่อเดือน ซึ่งน่าเป็นห่วงว่าในส่วนนี้จะปรับตัวได้หรือไม่

 

เครื่องใช้ไฟฟ้าขึ้นราคา 5%

 

นายศุภชัย สุทธิพงษ์ชัย ประธานกรรมการกลุ่มผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ บริษัท ชาร์ป ไทย จำกัด ในฐานะ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เผยว่า ในครึ่งปีหลังราคาเครื่องใช้ไฟฟ้าจะทยอยขึ้นราคาประมาณ 5%ตามต้นทุนวัตถุดิบผลิตสินค้าที่ปรับตัวสูงขึ้น ทั้งต้นทุนวัตถุดิบ ค่าขนส่ง ค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลง และต้นทุนค่าแรงงาน 300บาทต่อวัน ซึ่งโดยรวมแล้วต้นทุนปรับขึ้นมาทั้งหมดไม่ต่ำกว่า 10%

 

“ภาพรวมตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าในประเทศช่วงไตรมาสแรกที่ผ่านมาเติบโตสูงถึง 10%เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เพราะเครื่องใช้ไฟฟ้าเสียหายจากน้ำท่วม รวมถึงสภาพอากาศที่ร้อนอย่างมาก โดยคาดว่าตลาดรวมเครื่องใช้ไฟฟ้าในไทยปีนี้ จะเติบโต 10%หรือมีมูลค่ามากกว่า 200,000ล้านบาท” นายศุภชัยกล่าว

 

นายศุภชัยยังกล่าวอีกว่า ขณะนี้ผู้ประกอบการยังมีความกังวลในปัญหาการขาดแคลนแรงงานในตลาดสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าและสินค้าไอทีอย่างมาก ซึ่งก็เป็นเรื่องที่เกิดมาก่อนน้ำท่วมแล้ว และยังมีปัญหาแรงงานที่ย้ายไปใน 7จังหวัดที่มีค่าแรง 300บาทอีก ทำให้จังหวัดที่ไม่มีการใช้ค่าแรงใหม่มีปัญหาแรงงานขาดอย่างมาก

 

ยังมีผลการสำรวจความเห็นหรือโพลต่อการทำงานในรอบ 9เดือนของรัฐบาลอีก โดยสำนักวิจัยเอแบคโพล มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ได้สำรวจจากประชาชน 2,441ตัวอย่าง ในเรื่องการให้ความสำคัญกับผู้มีรายได้ พบว่า  53%มองว่าให้ความสำคัญปานกลาง, 27.1%บอกว่าให้ความสำคัญน้อยหรือไม่ให้เลย มีเพียง 19.9%ที่ระบุว่าให้ความสำคัญที่สุด และเมื่อถามถึงกลุ่มต่างๆ ที่ได้รับจากโครงการของรัฐ พบว่า โครงการที่ประชาชนได้รับประโยชน์มากสุดคือโครงการเรียนฟรี 15ปี 82.7%ตามมาด้วยโครงการรถเมล์ ประปา-ไฟฟ้าฟรี 79.5%, เงินเดือนปริญญาตรี 15,000บาท 78.1%, ค่าแรงขั้นต่ำ 76.5%และการควบคุมอาหารสำเร็จรูป 69%ในขณะที่โครงการแท็บเล็ตประชาชนได้ประโยชน์เพียง 21.1%

 

โพลแฉประชานิยมเอื้อกลุ่มทุน

 

ผลสำรวจยังระบุอีกว่า โครงการที่กลุ่มธุรกิจได้ประโยชน์อย่างมาก มีอาทิ โครงการแท็บเล็ตถึง 75.6%ตามมาด้วยรถคันแรก 71.3%, บ้านหลังแรก 69.3%และโครงการโชห่วยช่วยชาติ ร้านถูกใจที่ 57.9%ส่วนโครงการที่กลุ่มการเมืองได้ประโยชน์มากที่สุดคือ รถเมล์ ประปาและไฟฟ้าฟรี 62.8%, โครงการแท็บเล็ต 59.9%ตามมาด้วยโครงการโชห่วยช่วยชาติ 58.1%, โครงการธงฟ้าราคาประหยัดและเงินเดือนปริญญาตรี 52.4%

 

และเมื่อสอบถามถึงการครอบคลุมของพื้นที่โครงการ พบว่าแทบทั้งหมดแทบกระจุกตัว มีเพียงโครงการเรียนฟรี 15ปีที่ครอบคลุม แต่ก็มีอัตราเพียง 54%ส่วนโครงการที่ไม่ครอบคลุมนั้นมีตั้งแต่แท็บเล็ตถึง 85.9%, โชห่วย 84.1%, ธงฟ้า 79.3% , บ้านหลังแรก 75.8%, ค่าแรงขั้นต่ำ 75.5%, การควบคุมราคาอาหาร 74.1%, เงินเดือนปริญญาตรี 69.3%, รถคันรก 69.1%และรถเมล์ ประปา-ไฟฟ้าฟรี 59.3%

 

นายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต โฆษกพรรคประชาธิปัตย์กล่าวถึงผลสำรวจนี้ว่า นโยบายประชานิยมของรัฐบาล 3อันดับแรกที่ประชาชนเห็นว่าไม่เป็นประโยชน์ คือ 1.แจกแท็บเล็ต 2.บ้านหลังแรก และ 3.รถคันแรกนั้น พรรคฝ่ายค้านเคยเตือนแล้วว่าใช้งบประมาณจำนวนมากเกิดประโยชน์กับกลุ่มทุนเท่านั้น ซึ่งประชาชนตาสว่างแล้ว จึงขอให้รัฐบาลนำไปทบทวนเรื่องนี้ด้วย

 

วันเดียวกัน นางพัลลภา เรืองรอง กรรมการกำกับกิจการพลังงาน ( กกพ.) หรือเรกูเลเตอร์ ระบุว่า ค่าไฟฟ้าอัตโนมัติ (เอฟที) ในอีก 4งวดข้างหน้านับตั้งแต่เดือน ก.ย.2555มีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้น 8สตางค์ต่อหน่วย เนื่องจาก กกพ.จะทยอยคืนเงินให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ที่รับภาระตรึงค่าเอฟทีมาตั้งแต่เดือน ม.ค.-พ.ค.2555ประมาณ 14,000ล้านบาท โดยหากชำระคืนได้ตามแผน คาดว่าภาระหนี้จะหมดลงในกลางปี 2556  ซึ่งจะทำให้ กฟผ.สามารถนำเงินไปใช้ในการลงทุนได้ตามแผน

 

“หลังสิ้นสุดเวลาตรึงค่าเอฟที 31 พ.ค.แล้ว ยืนยันว่าจะปรับขึ้นค่าเอฟทีในรอบใหม่  30 สต.ต่อหน่วย ในช่วง มิ.ย.-ส.ค.แน่นอน เรกูเลเตอร์เป็นองค์กรอิสระ ปราศจากการเมืองที่จะเข้ามาบีบ ส่วนสาเหตุที่ตรึงเพราะมีประชาชนร้องเรียนเข้ามามากและ กกพ.ว่าช่วงนี้อากาศร้อนอยู่และค่าครองชีพก็ยังสูง ดังนั้น กกพ.จึงยังไม่ต้องการเพิ่มภาระให้กับประชาชนมากนัก จึงตรึงไว้แค่ 1 เดือน แต่ถ้ามากกว่านี้ก็คงไม่ได้” นางพัลลภากล่าว.

สำรวจความคิดเห็น

Loading...

สถิติการเข้าชมสูงสุด