ประเคนงบกองทัพ พุ่งกระฉูดยิ่งกว่ายุคมาร์คเพื่อมั่นคงเพิ่ม1.8 หมื่นล้าน

Date : 2012-05-22 10:26:01

เผยแพร่โดย ศูนย์ข่าวอาร์เอสยูนิวส์

 

ไทยโพสต์/ 22 พ.ค. 2555 พิธีกรรมเสกงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2556 เริ่มแล้ว สุดอึ้ง!  รัฐบาลปูแดงไม้เบื่อไม้เมาท็อปบู๊ต ประเคนงบให้กองทัพอื้อซ่า กห.ติด 1 ใน 5  หน่วยงานกวาดงบเพิ่มสูงสุด ยุทธศาสตร์เพื่อความมั่นคงกระฉูดกว่ายุคมาร์ค  1.8 หมื่นล้าน งบรักษาความสงบภายในพุ่งนับสิบเท่าทั้งที่ไม่มีม็อบ พร้อมผุดงบสานสัมพันธ์เพื่อนบ้านโดดพันเปอร์เซ็นต์ แต่หั่นงบช่วยเกษตรกรรากหญ้าลง 5  หมื่นล้าน อภิสิทธิ์อัดงบลวงตาซุกหนี้นับล้านล้าน

 

เมื่อวันจันทร์ที่ 21 พฤษภาคม ถือเป็นวันแรกของการอภิปรายสภาผู้แทนราษฎรสมัยสามัญนิติบัญญัติเพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2556 วงเงิน 2,400,000 ล้านบาท มากกว่างบประมาณปี 2555 วงเงิน 2.38 ล้านล้านบาท โดยยังคงเป็นงบขาดดุล 300,000  ล้านบาท

 

สำหรับร่าง พ.ร.บ.งบประมาณปี 2556 นี้ เกือบทุกหน่วยงานมีการเพิ่มงบประมาณสูงกว่างบปี 2555 โดย 5 หน่วยงานที่ได้รับจัดสรรงบเพิ่มขึ้นสูงสุด คือ  1.กระทรวงศึกษาธิการ วงเงิน 460,075,180,900 บาท 2.งบกลาง วงเงิน  319,207,000,000 บาท 3.กระทรวงมหาดไทย 309,205,167,300 บาท 4.กองทุนและเงินทุนหมุนเวียน 214,845,460,700 บาท และ 5.กระทรวงกลาโหม  180,811,381,800 บาท

 

โดยเฉพาะในส่วนของกระทรวงกลาโหม หรืองบกองทัพนั้นน่าสนใจว่าได้รับงบประมาณสูงขึ้นอย่างมากในรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี  ทั้งที่พรรคเพื่อไทยและกลุ่มคนเสื้อแดงต่างมีทัศนคติด้านลบกับทหารทั้งเรื่องการปฏิวัติ เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 รวมถึงการกระชับพื้นที่จนมีผู้เสียชีวิต  91 ราย โดยในงบประมาณปี 2555 กระทรวงกลาโหมได้รับงบประมาณ  168,667,373,500 บาท แต่กลับเพิ่มขึ้นในปีงบประมาณ 2556 ถึง  121,440,008,300 บาท

 

ในขณะที่รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่ถูกคนเสื้อแดงและพรรคเพื่อไทยโจมตีมาต่อเนื่องอย่างใกล้ชิดกับกองทัพกลับจัดสรรงบให้กระทรวงกลาโหมในงบประมาณปี 2554 เพียง 168,501,828,300 บาท ซึ่งน้อยกว่างบประมาณในปี 2555 อีก และหากเทียบกับงบประมาณ 2556  แล้ว รัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์มีการตั้งงบประมาณให้กองทัพมากกว่ารัฐบาลนายอภิสิทธิ์ถึง 12,309,553,500 บาท

 

ประเคนงบกองทัพกระฉูด

 

และเมื่อไล่เรียงการจัดงบประมาณแยกตามยุทธศาสตร์ยิ่งน่าสนใจเข้าไปอีกว่า การจัดสรรงบประมาณของรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์นั้นมีการขยับงบเพิ่มความมั่นคงแห่งรัฐเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเช่นกัน โดยในปี 2554 มีวงเงิน 186,364.5  ล้านบาท ในปี 2555 วงเงิน 189,109.9 ล้านบาท และล่าสุด ปี 2556 มีวงเงินถึง  204,537.1ล้านบาท หรือเพิ่มจากยุค ปชป. ถึง 18,172.6 ล้านบาท ยิ่งเมื่อพิจารณาถึงงบการเสริมสร้างระบบป้องกันประเทศ และการรักษาความสงบเรียบร้อยภายในประเทศก็เห็นชัดเจน โดยรัฐบาลนายอภิสิทธิ์นั้นได้จัดงบในเรื่องป้องกันประเทศ 165,031.2 ล้านบาท และงบการรักษาความสงบเรียบร้อยภายใน 1,201.4 ล้านบาท แต่ในงบประมาณปี 2555 จัดสรรงบป้องกันประเทศ  163,324.4 ล้านบาท ซึ่งน้อยกว่ายุครัฐบาลประชาธิปัตย์เพียง 1,706.8 ล้านบาท  แต่งบรักษาความสงบภายในกลับพุ่งถึง 14,575.6 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นถึง  13,374.2 ล้านบาท ส่วนในปีงบประมาณ 2556 นั้น งบประมาณป้องกันประเทศกลับโดดไปถึง 177,257.4 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2555 จำนวน 13,933 ล้านบาท และเพิ่มจากรัฐบาล ปชป. ถึง 12,226.2 ล้านบาท ส่วนงบประมาณรักษาความสงบเรียบร้อยในประเทศก็ยังอยู่ในอัตราสูงถึง 14,772.9 ล้านบาท มากกว่าปี 2555 จำนวน 197.3 ล้านบาท และมากกว่าปี 2554 จำนวน  13,571.5 ล้านบาท

 

นพ.เหวง โตจิราการ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย และแกนนำคนเสื้อแดง กล่าวถึงการตั้งงบของฝ่ายกองทัพที่สูงขึ้นว่า เป็นหน้าที่ของฝ่ายบริหารที่เสนอเข้ามา และในฐานะฝ่ายนิติบัญญัติก็จะพิจารณาตามความเหมาะสม หากเป็นเรื่องการจัดซื้ออาวุธจะไม่เห็นด้วย จะเสนอตัดงบประมาณให้หมด เพราะประเทศไม่มีสงครามอีกและไม่ต้องรบกับประชาชนอีกแล้ว

 

เหวงรีบปัดเกี้ยเซี้ย

 

“งบประมาณที่เพิ่มขึ้นมานั้นเป็นค่าใช้จ่ายกำลังพลของกองทัพที่เพิ่มขึ้นมา ซึ่งกองทัพควรลดขนาดให้เล็กลงเหมือนการรีดไขมันออก เพราะไม่ต้องรบกับใคร ทั้งนี้ ยืนยันว่าพรรคเพื่อไทยไม่ได้เอาใจทหารหรือยอมเกี้ยเซี้ยแต่อย่างใด” นพ.เหวงกล่าว

 

งบประมาณปี 2556เมื่อแยกตามยุทธศาสตร์ยังมีเรื่องที่น่าสนใจอีก โดยเฉพาะยุทธศาสตร์การสร้างรากฐานการพัฒนาที่สมดุลสู่สังคม ซึ่งในปี 2555 ตั้งไว้ 475,062.6 ล้านบาท ในปี 2556 เพิ่มเป็น 491,482 ล้านบาท โดยหากแยกย่อยลงไปจะพบว่า ส่วนที่มีการเพิ่มแบบก้าวกระโดดอย่างมากคือ การฟื้นฟูความสัมพันธ์กับเพื่อนบ้าน จากที่จัดสรรเพียง 373.4 ล้านบาท ในปี 55 กลับพุ่งเป็น 4,117.5 ล้านบาท ในปี 56ขณะเดียวกันงบประมาณที่ลดลงอย่างมากคือ งบประมาณเกี่ยวกับราคาสินค้าเกษตร จากปี 2555 ที่ได้รับมากถึง 92,356.2  ล้านบาท แต่ในปี 2556 เมื่อรวมทั้งการเสริมสร้างราคาสินค้าเกษตรและสินเชื่อเพื่อการเกษตรแล้วมีเพียง 41,802.2 ล้านบาท หรือลดลงถึง 50,554 ล้านบาท

 

สำหรับการประชุมในสภาฯ นั้น เริ่มขึ้นเมื่อ น.ส.ยิ่งลักษณ์ได้อ่านหลักการและเหตุผลในการเสนอร่าง พ.ร.บ.งบประมาณโดยสรุปว่า เศรษฐกิจไทยในปี  2555 มีแนวโน้มขยายตัว 5.5-6.5%อัตราเงินเฟ้อ 3.5-4% ส่วนปี 2556 คาดว่าจะขยายตัว 4-5% เงินเฟ้อ 3.8% ซึ่งปัจจัยขับเคลื่อนเศรษฐกิจยังมาจากอุปสงค์ภายในประเทศ ในขณะที่การใช้จ่ายและการลงทุนภาครัฐยังคงมีบทบาทสำคัญ  โดยเฉพาะมาตรการฟื้นฟูประเทศ ทั้งการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่งและโลจิสติกส์ การยกระดับคุณภาพชีวิตและการเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันของประเทศ รวมถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่มุ่งเน้นการเพิ่มรายได้ของประชาชนอย่างต่อเนื่อง

 

“ปัจจัยที่ต้องพึงระวังในการบริหารเศรษฐกิจปี 2556 ได้แก่ ราคาสินค้าเกษตรและสินค้าอุปโภคบริโภคที่อาจมีแนวโน้มสูงขึ้น” น.ส.ยิ่งลักษณ์กล่าว และได้แถลงรายละเอียดการจัดงบประมาณตาม 8 ยุทธศาสตร์ที่ได้จัดไว้

 

ด้านนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาฯ อภิปรายว่า การจัดงบของรัฐบาลยังไม่ตอบโจทย์ว่านำไปสู่ชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนที่ดีขึ้น หรือการสร้างความเสมอภาคทางโครงสร้าง ความยากจนความเหลื่อมล้ำในสังคม ซึ่งประมาณการว่าเศรษฐกิจจะขยายตัว  5.5- 6.5% ถือว่าสูงพอสมควร แต่ตัวเลขหลายตัวเป็นภาพลวงตา

 

มาร์คอัดซุกหนี้ 1 ล้านล้าน

 

“การจัดงบ 2.4 ล้านล้านบาท เป็นงบขาดดุล 3 แสนล้านบาท ตัวเลขเสมือนทำให้การบริหารจัดการหนี้สาธารณะมีเสถียรภาพ แต่ยังไม่นับรวมกับการก่อหนี้ผ่าน พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท โดยภาพรวมแล้วรัฐบาลทำงานมาไม่ถึง 1 ปี คำนวณแล้วก่อหนี้สาธารณะจากนโยบายที่ผิดพลาดรวมแล้วเกือบ 1  ล้านล้านบาท” นายอภิสิทธิ์กล่าว

 

ต่อมานายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.การคลัง ได้ชี้แจงว่า รัฐบาลไม่ได้ให้ความสำคัญกับการกู้เงินเพียงอย่างเดียว แต่มีแผนบริหารหนี้สาธารณะไม่ให้เป็นภาระงบประมาณแผ่นดินด้วย พร้อมทั้งยืนยันไม่มีนโยบายขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม ส่วนภาษีที่ดิน ภาษีโรงเรือน ภาษีสิ่งปลูกสร้าง ไม่ได้เป็นเรื่องเร่งด่วน ซึ่งรัฐบาลให้ความสำคัญกับสิ่งดีๆ ทั้งสิ้น พร้อมสานต่อนโยบายรัฐบาลในอดีตในบางเรื่อง แต่รัฐบาลก็มีเหตุผลที่จะคิดแตกต่างกัน เพราะเห็นว่าไม่สอดคล้องกับแนวคิดประเทศนี้ไปสู่สภาวะการเจริญเติบโตที่ดี

 

จากนั้นสมาชิกทั้ง ส.ส.ฝ่ายรัฐบาลและ ส.ส.ฝ่ายค้านได้สลับกันอภิปราย  โดยส่วนใหญ่ ส.ส.ประชาธิปัตย์ อภิปรายท้วงติงการจัดงบขาดดุล 300,000 ล้านบาท รวมทั้งอภิปรายถึงหนี้สาธารณะที่อาจปรับสูงขึ้น รวมทั้งหนี้ที่ซุกซ่อนอยู่นอกงบประมาณ รวมทั้งติติงการขาดรายละเอียด โดยเฉพาะงบประมาณแก้ไขปัญหาอุทกภัย รวมทั้งการพาดพิงไปถึงปัญหาสินค้าราคาแพงด้วย ในขณะที่  ส.ส.ซีกรัฐบาลต่างก็อภิปรายสนับสนุนงบประมาณว่าเหมาะสมครอบคลุมแล้ว

 

ด้านนายชูวิทย์ กมลวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรครักประเทศไทย ก็ได้อภิปรายพร้อมกับนำคลิปของการรถไฟแห่งประเทศไทยที่ใช้งบประมาณอย่างไร้ประสิทธิภาพมาร่วมอภิปรายด้วย พร้อมทั้งการเปิดบ่อนที่สถานีรถไฟมักกะสันอย่างโจ่งแจ้ง และเรียกร้องให้ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกฯ ไปตรวจสอบด้วย

 

ที่น่าสนใจในช่วงบ่าย ร.ต.อ.เฉลิม ซึ่งรับผิดชอบในงานด้านความมั่นคงส่วนหนึ่งและยาเสพติด กลับได้รับมอบหมายจาก น.ส.ยิ่งลักษณ์ให้เป็นผู้ชี้แจงคำอภิปรายของพรรคฝ่ายค้านในเรื่องการจัดงบประมาณ รวมถึงการตอบโต้เรื่องของแพงด้วย ซึ่งช่วงหนึ่ง ร.ต.อ.เฉลิมก็ยอมรับเองกลางสภาฯ ถึงปัญหาสินค้าราคาแพงว่าเป็นเรื่องจริง แต่รัฐบาลไม่ได้นิ่งนอนใจ โดยกำลังแก้ไขอยู่

 

การอภิปรายงบประมาณยังคงดำเนินการไปอย่างต่อเนื่อง โดยสลับกันทั้งฝ่ายค้านและรัฐบาลด้วยความราบรื่น.

สำรวจความคิดเห็น

Loading...

สถิติการเข้าชมสูงสุด