เปิดตัวเลข'เงินเฟ้อ' ยัน'ของแพง'เป็นเรื่องจริง
Date : 2012-05-11 10:08:39
เผยแพร่โดย ศูนย์ข่าวอาร์เอสยูนิวส์

กรุงเทพธุรกิจ / 11 พ.ค. 2555ธุรกิจบัณฑิตเปิดตัวเลข"เงินเฟ้อ"ชี้ชัด"ของแพง"เป็นเรื่องจริง คนจนอ่วม! ได้รับผลกระทบมากกว่าคนรวยถึงเท่าตัว มาตรการของรัฐช่วยได้แค่ส่วนน้อย
นายเกียรติอนันต์ ล้วนแก้ว ผู้อำนวยการศูนย์วิจัย มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPURC) ได้ให้ความเห็นเกี่ยวกับปัญหาค่าครองชีพซึ่งกำลังเป็นประเด็นร้อนของรัฐบาลใน 3เรื่องด้วยกัน คือ ปัญหาของแพงเป็นเรื่องจริงหรือคิดไปเอง ปัญหาของแพงส่งผลกระทบต่อประชาชนมากน้อยแค่ไหน และมาตรการแก้ปัญหาในระยะสั้นของรัฐบาลมีความเหมาะสมหรือไม่
อัตราเงินเฟ้อ 2.47% ในเดือนเมษายนที่ผ่านมาเทียบกับเดือนเดียวกันในปีที่แล้ว เป็นตัวเลขในภาพรวม หากต้องการดูผลกระทบที่เกิดขึ้นกับชีวิตประจำวัน ต้องใช้กลุ่มสินค้าที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันมาเป็นฐานในการคิด ซึ่งได้แก่ หมวดอาหารและเครื่องดื่ม หมวดอาหารสำเร็จรูป และหมวดไฟฟ้า เชื้อเพลิง น้ำประปาและแสงสว่าง แล้วปรับการถ่วงน้ำหนักของกลุ่มสินค้าเสียใหม่ การคำนวณด้วยวิธีนี้ อัตราเงินเฟ้อในเดือนเมษายนจะมีค่าประมาณ 5.4% สูงกว่าอัตราเงินเฟ้อในภาพรวมถึงเกือบเท่าตัว
ด้วยวิธีเดียวกันนี้ อัตราเงินเฟ้อในช่วงเดือนมกราคมถึงมีนาคมปีนี้ เทียบกับช่วงเวลาเดียวกันในปีที่แล้ว จะมีค่าอยู่ระหว่าง 7.8 ถึง 8.2% จึงสรุปได้ว่า ปัญหาของแพงเป็นเรื่องจริง ไม่ได้คิดไปเอง
การประเมินผลกระทบต่อประชาชนนั้น ต้องดูว่าค่าใช้จ่ายสำหรับสินค้า 3กลุ่มนี้มีสัดส่วนมากน้อยแค่ไหน เมื่อเทียบกับค่าใช้จ่ายทั้งหมด การคำนวณโดยใช้ข้อมูลจากรายงานการสำรวจภาวะเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือน พ.ศ. 2552 ของสำนักงานสถิติแห่งชาติ พบว่า สำหรับลูกจ้างทั่วไป ค่าใช้จ่ายในส่วนนี้คิดเป็นประมาณ 48 ถึง 55% ของรายจ่ายทั้งหมดในแต่ละวัน พนักงานบริษัทและผู้ประกอบอาชีพส่วนตัว มีค่าใช้จ่ายในส่วนนี้อยู่ระหว่าง 33 ถึง 40% ส่วนเจ้าของกิจการและผู้บริหารระดับกลางขึ้นไป มีค่าใช้จ่ายส่วนนี้เพียง 20 ถึง 28% สะท้อนให้เห็นว่า กลุ่มผู้มีรายได้น้อยจะได้รับผลกระทบจากปัญหาของแพงมากกว่าผู้มีฐานะดีถึงเท่าตัวเลยทีเดียว
ในด้านมาตรการเฉพาะหน้าที่รัฐบาลออกมาเพื่อแก้ปัญหาในระยะสั้นนั้น มาตรการที่น่าเป็นห่วง คือ โครงการธงฟ้า และร้านถูกใจ ส่วนมาตรการที่เป็นประโยชน์ในระดับหนึ่ง คือ การตรึงราคาพลังงาน
สาเหตุที่โครงการธงฟ้าอยู่ในอาการน่าเป็นห่วง เนื่องจากปัญหาค่าครองชีพเกิดขึ้นทั้งประเทศ แต่โครงการธงฟ้าแก้ปัญหาในบางพื้นที่ เมื่อเทียบสัดส่วนกับผู้ที่เดือดร้อนทั้งหมด คนที่ได้ประโยชน์จากโครงการมีไม่มากนัก สำหรับกรุงเทพมหานคร คนที่จะได้รับประโยชน์จากโครงการ คาดว่าจะมีไม่เกิน 5%-10% ของผู้ที่ได้รับความเดือนร้อนทั้งหมด
นอกจากนี้แล้ว แม้ราคาอาหารอาจจะถูกกว่าจริง แต่เมื่อรวมต้นทุนค่าเดินทางและค่าเสียโอกาสจากการรอคอยเข้าไปด้วย ค่าใช้จ่ายรวมในการซื้ออาหารแต่ละมื้ออาจแทบไม่ต่างกับการไปซื้ออาหารที่อื่น
ปัญหาของโครงการร้านถูกใจ คือ การขาดทักษะในการบริหารจัดการของผู้ดูแลโครงการและเจ้าของร้าน หากเป็นข้าราชการดูแลกันเองก็น่าเป็นห่วง เพราะการจะเปิดร้านขายสินค้าแบบแฟรนไชส์ ผู้ดูแลต้องสามารถมองธุรกิจในภาพรวมได้ มีความรู้ในเรื่องระบบโลจิสติกส์เป็นอย่างดี เจ้าของร้านต้องได้รับการฝึกอบรมการทำงาน หากเร่งเปิดร้านโดยที่เรื่องเหล่านี้ยังไม่พร้อม ก็จะมีจุดจบเหมือนร้านสะดวกซื้อหลายๆ รายก่อนหน้านี้ เพราะต้องไม่ลืมว่า ไม่ว่าจะตั้งร้านที่ไหน ก็ต้องแข่งกับร้านสะดวกซื้อในพื้นที่ ซึ่งให้บริการดีกว่า มีการวางระบบการทำงานที่ชัดเจน เป็นที่คุ้นเคยของคนในพื้นที่ และมีต้นทุนการขายสินค้าต่อชิ้นที่ต่ำ ร้านค้าปลีกที่สมัครเข้าโครงการนี้ ส่วนใหญ่มีความสามารถในการแข่งขันกับร้านสะดวกซื้อต่ำอยู่แล้ว จึงน่าเป็นห่วงว่า
สุดท้ายอาจกลายเป็นการตำน้ำพริกละลายแม่น้ำการตรึงราคาพลังงานในช่วงนี้เป็นเรื่องที่ดี เพราะนอกจากจะลดค่าใช้จ่ายของประชาชนและต้นทุนการผลิตของธุรกิจแล้ว ยังเป็นการบริหารความคาดหวังของประชาชน เพราะในภาวะค่าครองชีพสูง ประชาชนและนักธุรกิจจะคาดการณ์เหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นไว้ล่วงหน้า แล้วปรับตัวไปตามนั้น หากประชาชนคาดว่า ค่าครองชีพจะสูงขึ้นอีก เพราะราคาพลังงานมีการปรับขึ้น ก็จะลดการจับจ่ายใช้สอยในปัจจุบัน ส่วนภาคธุรกิจ หากคาดว่าต้นทุนจะเพิ่มขึ้น ก็จะมีการปรับราคาสินค้าขึ้นล่วงหน้า ซึ่งจะส่งผลต่อระดับราคาค่าครองชีพโดยรวมของประเทศด้วย
ต่อการที่รัฐบาลไม่ได้มีนโยบายแก้ปัญหาระยะยาวที่ชัดเจนนั้น ดร.เกียรติอนันต์ ล้วนแก้ว ให้ความเห็นว่า การมุ่งแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ เนื่องจากเป็นเรื่องที่กำลังส่งผลกระทบต่อคะแนนนิยมของรัฐบาลอย่างมาก แต่ต้องคิดให้รอบคอบ เลือกใช้นโยบายที่ได้ผลจริงๆ ไม่ใช่โครงการฉาบฉวยเพื่อลดกระแสสังคม
ทั้งนี้ รัฐบาลต้องตระหนักว่า เงินเฟ้อที่เกิดขึ้นตอนนี้เป็นส่วนผสมของ 4ปัจจัยหลัก คือ ต้นทุนและกำลังซื้อที่เพิ่มขึ้นจากนโยบายค่าแรง 300บาท การฉวยโอกาสของผู้ขายบางคน และการคาดการณ์เกี่ยวกับภาวะเงินเฟ้อในอนาคต ถ้าอยากจะแก้ปัญหา “ของแพง” ให้สำเร็จ รัฐบาลต้องตีโจทย์ให้แตกว่าจะรับมือกับส่วนผสมเหล่านี้อย่างไร
"ตอนนี้ผลของค่าแรง 300 บาทยังไม่ชัดเจน เพราะประชาชนระมัดระวังในการจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น ผู้ขายจึงปรับขึ้นราคาได้ไม่มากนัก โดยเฉพาะกลุ่มที่ไม่ใช่สินค้าที่จำเป็นต่อชีวิตประจำวัน แต่หลังจากนี้ หากแบกรับต้นทุนไม่ไหวจริงๆ จนต้องผลักภาระให้กับประชาชน ค่าครองชีพจะสูงขึ้นและกลายเป็นปัญหาอีกครั้ง จึงขอฝากไปถึงรัฐบาลว่า ให้เตรียมทำการบ้านไว้ล่วงหน้า จะได้ไม่เสียรูปมวยเหมือนกับคราวนี้อีก"
สำรวจความคิดเห็น
Loading...
สถิติการเข้าชมสูงสุด
1. นปช.ออกแถลงการณ์ 4 ข้อจี้เร่งแก้ รธน.
2. "ทักษิณ" สไกป์ ตั้งรางวัลนำจับเผาเซ็นทรัลเวิลด์ 10..
3. คมนาคมเล็งไฟเขียวค่าแท็กซี่มิเตอร์
4. คลังเร่งหาแนวทางเก็บภาษีเพิ่ม
5. พลังงานจ่อรื้อค่าการตลาดน้ำมัน
7. เอสเอฟแจงค่าตั๋วขึ้นตามภาวะเศรษฐกิจ
8. รุมจวกเวทีถกน้ำอาเซียน เมินผลกระทบสวล.-ชุมชน
1. 'เจิมศักดิ์'ย้ำม.190 ไม่ใช่ตัวปัญหา ข้องใจไม่ออกกฎ..
3. รองปลัดคลังเสนอปลดผู้ว่า ธปท. ยึด พ.ร.บ.แบงก์ชาติท..
4. เล็งขึ้นแอลพีจีครัวเรือนเดือนมิ.ย. นี้
5. ‘จีที-200’ตุ๋นกองทัพเปื่อย อังกฤษสั่งจำคุกหลอกขาย
6. กสม.แจงไม่เคยจับผิดรัฐย้อนรอย"ปู"ไม่เคยแก้ละเมิด
8. "เล็กบ้านดอน"แยกเดินนปช.แต่เป้าเดียวกัน





