“อภิสิทธิ์” ชี้คนไทยอ่านหนังสือน้อย เพราะการศึกษาขาดคุณภาพ
Date : 2012-05-06 00:30:47
เผยแพร่โดย ศูนย์ข่าวอาร์เอสยูนิวส์
.jpg)
"อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" ชี้คนไทยอ่านหนังสือน้อย เพราะการศึกษาขาดคุณภาพ การปฏิรูปการศึกษาไม่คืบหน้า เด็กไทยจำนวนมากยังขาดโอกาสทางการเรียนรู้ ควรฝึกให้รักการเรียนรู้ตั้งแต่เด็กโดยเริ่มจากครอบครัว ตั้งคำถามแท็บเล็ตทดแทนการอ่านหนังสือกับการเขียนอย่างไร เผยนักการเมืองส่วนใหญ่ไม่อ่านข้อมูลและวาระก่อนการประชุม ทำให้เสียเวลาถกเถียง ย้ำข้อบังคับสภาฯ ห้ามนักการเมืองอ่านโพยขณะชี้แจง อภิปราย เพราะก่อนนำเสนอ ควรเตรียมตัวให้พร้อม ระบุ "บิล คลินตัน" เคยตั้งกติกาในที่ประชุมเอเปกว่าผู้นำควรมีการเตรียมตัว ห้ามอ่านโพยเป็นอันขาด
ศูนย์ข่าวอาร์เอสยูนิวส์ / 2 เม.ย 55 คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดสัมมนาวิชาการเรื่อง “พลิกประเทศไทยด้วยการอ่าน” นโยบาย แผน และกลยุทธ์ บทบาทที่ท้าทายของผู้บริหารการศึกษา ภายในงานได้รับเกียรติจาก นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวปาฐกถาพิเศษ
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่าบ้านเมืองของเราจะเจริญก้าวหน้าได้ ก็ต่อเมื่อสังคมเป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ ตนเชื่อว่าโลกในปัจจุบันและอนาคต เป็นโลกที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว หากเราต้องการอยู่รอดด้วยความก้าวหน้า ทักษะที่ดีที่สุดคือการเรียนรู้ การปรับตัว การใช้ประโยชน์จากสถานการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น ในแง่ของกระบวนการเรียนรู้ทั้งเรื่องของบุคคลและความรู้รอบตัว สภาพสถานการณ์ปัจจุบันสิ่งที่เป็นความท้าทายและแนวคิดที่จะช่วยผลักดันให้สังคมไทยมีคุณภาพยิ่งขึ้น คือ ปัญหาในการอ่าน ทั้งนี้ปัญหาการอ่านเกิดขึ้นหลายระดับ เริ่มจากการที่มีคนจำนวนไม่น้อย ยังอ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ ระดับการพัฒนาของบ้านเราถือว่ามีการพัฒนาทางเศรษฐกิจและสังคม ค่อนข้างจะต่อเนื่องและรวดเร็วมาก โลกก็ยอมรับว่าประเทศไทยนี้ มีการพัฒนาที่ค่อนข้างจะก้าวไกล แต่ทำไมคุณภาพในเรื่องของการเรียนรู้ที่ส่งผลกระทบต่อปัญหาการอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ยังมีอยู่ในสังคมไทย
“คนไทยอ่านหนังสือกันน้อย ที่ผ่านมามีการวิจัยสำรวจอยู่มากมาย แต่สุดท้ายก็เป็นที่ยอมรับว่า เมื่อเทียบกับหลายๆ ประเทศสังคมไทยก็ถือว่ายังด้อย ดูได้จากวัฒนธรรมการทำงาน ดูจากพฤติกรรมของคนในชีวิตประจำวัน เมื่อเทียบกับหลายสังคมแล้ว เรายังให้ความสำคัญน้อยกับปัญหาการเรียนรู้ของคนในสังคม จากประสบการณ์การทำงานของผมผ่านการบริหารและการประชุมมากมาย และพบว่าเวลาที่เสียไปครึ่งหนึ่งของการประชุม คือ การไม่อ่านวาระการประชุม ในการประชุมแต่ละครั้ง ที่ประชุมไม่ค่อยให้ความสำคัญ ไม่มีความพร้อมกับการเตรียมข้อมมูลพื้นฐาน ตัวอย่างเช่น มีการรายงานผลการวิจัย 'การสร้างความปรองดองแห่งชาติ' ของสถาบันพระปกเกล้า ที่มีการเชิญหัวหน้าพรรคการเมืองต่างๆ เข้ามาเพื่อจะมาให้ความคิดเห็น นอกจากผม คนที่จะแสดงความคิดเห็นส่วนใหญ่ ประโยคแรกมักจะพูดว่า ยังไม่ได้อ่านงานวิจัย หรือแค่เห็นผ่านๆ และก็แสดงความคิดเห็นกัน ซึ่งมันเป็นเรื่องแปลก แต่จะไปโทษคนที่เข้ามาร่วมก็ไม่ได้ ถามว่าทำไม เป็นเพราะเราเพิ่งจะได้รับรายงานการวิจัยที่จะให้มาแสดงความคิดเห็นไม่ถึง 24 ชั่วโมง ซึ่งการที่จะวิจารณ์ได้ เราควรจะมีความตั้งใจที่จะอ่าน มีการเตรียมตัวมาจริงๆ จึงจะทราบถึงข้อมูลดังกล่าว เช่นเดียวกับระเบียบวาระการประชุม ที่หน่วยงานที่รับผิดชอบมักส่งเอกสารกันในห้องประชุม เหมือนกับว่าตั้งใจไม่ให้อ่านกัน ถ้าตั้งใจจริงควรต้องส่งให้อ่านล่วงหน้า เพื่อจะได้มีเวลาศึกษาข้อมูล ที่ผ่านมาผมเองพยายามที่จะย้ำเรื่องที่จะให้ผู้ที่เข้าร่วมประชุมได้ศึกษาข้อมูลในบางเรื่องที่มีข้อมูลเยอะๆ บางคนเข้ามาถกเถียงกันโดยไม่สนใจในเรื่องที่เสนอ ผมก็บอกว่า เรื่องง่ายๆ ไม่เคยคิดจะทำทั้งที่หาข้อมูลมาให้เรียบร้อย กลับมาต้องเสียเวลาในจุดนี้”
“จากประสบการณ์การทำงานในคณะรัฐมนตรี เมื่อ 20 ปีที่แล้ว พบความเปลี่ยนแปลงเป็นไปในทางที่แย่ลง คือ สมัยก่อนรัฐมนตรี นักการเมืองเก่งๆ สามารถนำเสนอหรือตอบคำถามด้วยความสามารถของตนเอง แต่ในปัจจุบันรัฐมนตรีไม่ยอมตอบคำถาม มักจะขอให้ข้าราชการประจำตอบคำถามแทน ซึ่งหากเป็นคำถามเรื่องเทคนิคก็พอยอมรับได้ แต่ในสมัยรัฐบาลของผม ถ้าเป็นแนวคิดเรื่องของนโยบายการปฏิรูปก็จะต้องมีการบังคับให้พูดเอง เพราะก่อนที่จะนำเสนอได้คุณจะต้องมีการเตรียมตัวและอ่านมาก่อน ไม่ใช่อ่านครั้งแรกและเกิดอาการตะกุกตะกัก เว้นวรรคตอนผิด ซึ่งเราควรจะจริงจังกับสิ่งเหล่านี้ ทั้งนี้ข้อบังคับสภาฯ ทุกยุคทุกสมัยเขียนไว้ว่าในขณะอภิปราย ชี้แจง สมาชิกห้ามอ่าน เพราะเราถือว่าคนที่จะมาตัดสินใจ มาถกเถียง ประชุมกันเพื่อให้ได้ข้อยุติระดับชาติ จะต้องสามารถถ่ายทอดแนวคิดตัวเองได้ แต่ปัจจุบันสมาชิกไม่ค่อยกล้าที่จะทักท้วงกัน เพราะกลัวจะโดนกล่าวหาว่าจะไปรังแกผู้ที่ไม่ค่อยมีประสบการณ์ จนทำให้เรื่องดังกล่าวกลายเป็นเรื่องปกติ สมัยที่ประชุมผู้นำความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (เอเปก) ครั้งแรก ผมยังจำได้เลยว่า นายบิล คลินตัน อดีตประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา กล่าวว่าผู้นำจะคุยเรื่องอะไรก็ได้ แต่มีกติกาข้อเดียวคือ ห้ามอ่าน เพราะการที่จะนำเสนออะไร ผู้เสนอควรต้องคิดทบทวน เตรียมตัวให้ดีมาก่อน”
“อย่างไรก็ตาม หากสภาพของสังคมยังมีปัญหาในเรื่องของการพัฒนาทุกๆ ด้าน สังคมก็ต้องเสี่ยงต่อความขัดแย้ง เพราะคนในสังคมถูกชักจูงได้ง่ายซึ่งเป็นเรื่องที่เราจะต้องช่วยกันแก้ไข ทั้งนี้ปัจจุบันผลกระทบเรื่องของเทคโนโลยีทำให้กระบวนการการเรียนรู้ของคนเอื้อต่อความสุข เข้าถึงข้อมูลได้ง่ายสืบค้นได้ทุกเรื่อง แตกต่างจาก 20 ปีที่แล้ว ที่อยากจะรู้เรื่องอะไรจะต้องไปห้องสมุด เพราะฉะนั้นเทคโนโลยีมีส่วนช่วยเอื้ออำนวยความสะดวกในเรื่องของการเรียนรู้และการนำไปปฏิบัติ แต่ในขณะเดียวกันเทคโนโลยีก็เปลี่ยนพฤติกรรมของคน ผมคิดว่าคนที่มีอายุต่ำกว่า 20 น้อยมากที่จะมาจับหนังสือพิมพ์ เพราะคิดว่าถ้าอยากจะรู้ข่าวก็ดูจากอินเตอร์เน็ตได้ ซึ่งหนังสือพิมพ์หลายฉบับทั่วโลกที่ขายอยู่ก็ถูกท้าทายมากขึ้น ที่ยังอยู่ได้เพราะยังมีโฆษณา แต่ก็ไม่ง่ายเพราะความหลากหลายทางอินเตอร์เน็ตมีมากมาย เพราะฉะนั้นต้องมีการศึกษาเหมือนกันว่าการอ่านจากอุปกรณ์เทคโนโลยีและอ่านจากกระดาษเหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร”
“ปัจจุบันมีนโยบายการจัดซื้อแท็บเล็ตเป็นอุปกรณ์ในการเรียนรู้ แต่เรายังไม่ทราบเลยว่ามันจะเข้ามาทดแทนการอ่านหนังสือกับการเขียนอย่างไร ซึ่งเป็นประเด็นที่สำคัญมาก ตอนนี้เราสนใจในเรื่องแท็บเล็ตที่จะนำมาใช้ในโรงเรียนกันมาก แต่อยากถามว่าผู้เกี่ยวข้องทราบหรือยังว่าในตัวเครื่องสามารถทำอะไรได้บ้าง ผมได้พบกับผู้บริหารในโรงเรียนในต่างจังหวัด เขามีความกังวลมาก ว่าเมื่อนักเรียนนำเอากลับไปใช้แล้วมันจะเกิดความเสียหาย ทั้งนี้เรามีแท็บเล็ต 1 ล้านเครื่อง แต่ยังไม่ทราบว่าจะเอานำมาใช้อย่างไร ผมตั้งประเด็นนี้ขึ้นมาเพราะว่า ปัจจุบันผมเองก็หันมาอ่านข้อมูลจากอุปกรณ์ที่เป็นอิเล็กทรอนิกส์มากขึ้น และมีแนวโน้มที่จะอ่านข้ามไปเพราะวิถีชีวิตของคนปัจจุบันเน้นความรวดเร็ว ความกระชับเป็นหลัก เพราะฉะนั้นจึงขาดการอ่านในลักษณะที่ตั้งใจอ่าน คิดไตร่ตรองวิเคราะห์ และการใช้จินตนาการ สิ่งเหล่านี้ผมคิดว่าเป็นประเด็นในเชิงเทคนิคที่เราจะต้องศึกษาว่าจะแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นได้อย่างไร”
“สาเหตุที่ประเทศไทยยังมีปัญหาการอ่านออกเขียนได้ ผมคิดว่ามี 2 ประเด็น คือ 1.เรื่องของการศึกษา และ 2.คุณภาพของการศึกษา เรื่องของโอกาสทางการศึกษาอาจฟังดูแล้วรู้สึกแปลกๆ ว่าทำไมยังมีปัญหานี้อยู่ ทั้งๆ ที่ตัวเลขทางการที่มีอยู่บอกว่าขณะนี้มีนโยบายขยายการเรียนฟรีจากการศึกษาภาคบังคับจาก 9 เป็น 12 ปี และปัจจุบันเป็น 15 ปี ทั้งนี้มี 2 ปัจจัย ที่เราควรเร่งเข้าไปดูแล ปัจจัยแรกคือ ความเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจและสังคมที่มีผลกระทบโดยตรงต่อสถาบันครอบครัว ขณะนี้เด็กไทยจำนวนมากเติบโตขึ้นมาโดยไม่มีพ่อแม่โดยเฉพาะในเขตชนบทที่พ่อแม่เข้ามาหางานทำในเมืองหลวง โดยปล่อยทิ้งไว้กับปู่ย่า ตายาย ทำให้เด็กไม่ได้เข้าโรงเรียน ซึ่งกลุ่มเด็กเหล่านี้เกิดเพิ่มขึ้นตลอดเวลา หากเราไม่มีแนวทางการบริหารจัดการแก้ปัญหาในเชิงลึกแน่นอนที่สุด เด็กที่หลุดออกไปจากระบบจะมีความเสี่ยงที่จะเข้าไปอยู่ในวงจรของความเลวร้ายต่างๆ และวงจรนั้นก็จะเกิดขึ้นซ้ำๆ ทั้งนี้อีกปัญหาใหญ่ที่ยังคงเกิดขึ้น คือ ปัญหาการท้องโดยขาดความพร้อมเพิ่มขึ้นทุกๆ ปี ประเทศเราก็อยู่ในอันดับต้นๆ ของโลก อีกไม่นานประเทศเราจะมียายที่อายุไม่ถึง 40 ปี มีคุณทวดอายุไม่เกิน 50-60 ปี มันเป็นปรากฏการณ์ที่บ่งชี้ว่า ทำไมถึงเกิดปัญหาขึ้นมาได้กับเด็กของเรา ทั้งที่บอกว่าประเทศเรามีการพัฒนาระบบเศรษกิจ มีระบบการศึกษาเป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน แต่ว่ามีคนจำนวนไม่น้อยที่ไม่ได้สิทธิในส่วนนี้
“ปัญหาต่างๆ เกิดจากความหละหลวมในการผลักดันนโยบายหรือการปฏิรูปการศึกษา เพราะฉะนั้นเรื่องดังกล่าวจึงเป็นสิ่งที่เราจะต้องกลับมาทบทวนกันใหม่ โดยเน้นให้เกิดการกระจายอำนาจ กระตุ้นให้เกิดทักษะขั้นพื้นฐานและการวางรูปแบบให้เป็นแบบแผน ที่ผ่านมาผมพยายามจี้ไปยังกระทรวงศึกษาฯ ให้ปฏิรูปการศึกษามากขึ้น เพราะหลายปีที่ผ่านมาประเทศชาติกลับไปเน้นในเรื่องอื่นมากเกินไป ทั้งที่ในความเป็นจริงเด็กไทยที่สอบตกอาจทำให้ชาติเสื่อมได้ สมัยก่อนเรียนตกคือตก ซ้ำชั้นคือซ้ำชั้น หากไม่ได้มาตรฐานคือไม่ผ่าน แต่ด้วยปัจจัยหลายอย่างในตอนนี้ ทำให้การศึกษาต้องเข็นนักเรียนให้ผ่าน คนที่ไม่ผ่านก็ยังมีวิธีจัดการเพื่อให้ออกมาดี เพื่อไม่ให้เกิดการตกหายหรือตกหล่น ทั้งนี้อาจจะเป็นเพราะระบบประเมิน ที่ทำให้คิดว่าหากโรงเรียนมีตัวเลขเด็กสอบไม่ผ่านแล้วจะกลายเป็นปัญหา ซึ่งนี่เป็นความจริงที่เกิดขึ้นซึ่งไม่เป็นไปตามมาตรฐานที่วางไว้ ทั้งนี้ในปัจจุบัน ครู อาจารย์ค่อนข้างมีความเกรงใจกลัวว่าเด็กจะเรียนไม่จบมากขึ้น ถึงขั้นมีการปรับหลักสูตรเพื่อเด็กที่ไม่ผ่านเพื่อจะให้เด็กผ่านมาตรฐาน เพราะฉะนั้นโอกาสทางการศึกษารวมไปถึงคุณภาพทางการศึกษาจึงเป็นปัญหาสำคัญที่สร้างผลกระทบต่อชาติ”
“ปัญหาการอ่านออกเขียนได้เป็นปัญหาที่ต่อเนื่องจากปัญหาโอกาสทางการศึกษา รวมไปถึงคุณภาพทางการศึกษา ผมเองพยายามเริ่มต้นที่จะแก้ปัญหานี้ด้วยการปฏิรูปประเทศ และพยายามสนับสนุนให้มีการตั้งองค์กรเหมือนกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เพื่อให้องค์กรเอกชนเข้ามาทำงานและไล่เก็บเด็กที่อยู่นอกระบบให้กลับมาเรียนเหมือนเดิม ในส่วนของคุณภาพการศึกษาก็เป็นเรื่องใหญ่ที่ควรปรับปรุงปฏิรูป เพราะเราขาดการกระตุ้นให้เด็กมีการคิดวิเคราะห์ พูดคุยและช่วยเหลือตัวเอง มีแต่วิธีแบบท่องจำต่างๆ หลายเสียงบอกว่าการเรียนรู้ของเรามีพื้นฐานที่แน่นอยู่แล้ว แต่ขาดการส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรม จึงเอาคะแนนความดีมาชดใช้ในการทำระบบ แต่ในความเป็นจริงความดีมันไม่ใช่คะแนนที่จะนำมาวัดเพราะมันไม่ได้หมายความว่า ไม่เก่งแล้วจะดี เพราะหากคุณไม่ดี คุณก็ต้องเข้าไปสู่ทักษะกระบวนการที่ดีเสียก่อน”
“ผู้รู้ ผู้เชี่ยวชาญ นักวิจัยหลายๆ ท่าน ถูกปลูกฝังเรื่องการอ่านตั้งแต่วัยเด็กเพราะว่าการเรียนรู้ของเด็กปลูกฝังได้ง่ายจนเป็นนิสัย อีกทั้งสภาพแวดล้อมทางครอบครัวก็ยังมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนกระตุ้นให้เกิดการอ่านมากขึ้น ทั้งนี้คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบกำหนดให้การอ่านเป็นวาระแห่งชาติ โดยกำหนดให้วันที่ 2 เมษายน ของทุกปี ซึ่งเป็นคล้ายวันพระราชสมภพของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เป็นวันรักการอ่าน และกำหนดให้ปี 2552-2561 เป็นทศวรรษแห่งการอ่าน ซึ่งในจุดนี้ผมคิดว่า เราสามารถที่จะผลักดันกระบวนการการจัดการเรียนรู้ของเด็กๆ เพื่อเปลี่ยนแปลงสังคมได้ หลายท้องถิ่นให้ความสำคัญในเรื่องนี้มาก มีการเปิดศูนย์เด็กเล็กให้เด็กที่ถึงวัยเรียน ซึ่งเราต้องพยายามผลักดันให้การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวมีคุณภาพมาตรฐาน มีการเรียนรู้ มีแรงการกระตุ้นในการอ่านมากยิ่งขึ้น ที่สำคัญระบบการศึกษาของเราจะต้องไม่ทำให้เด็กรู้สึกว่าการเรียนรู้เป็นภาระ หรือมีทัศนคติที่ไม่ดีต่อการเรียนรู้ แต่ต้องทำให้เด็กเกิดความอยากรู้อยากเรียนและกระตุ้นให้เด็กรักการเรียนมากขึ้น ที่ผ่านมาเราเคยผลักดันเรื่องของห้องสมุด หวังว่าจะได้รับการปรับปรุงให้เข้ากับสภาวะแวดล้อม และมีการปรับเปลี่ยนหนังสือ ภาพลักษณ์ และบรรณารักษ์ ให้มีความทันสมัยดูดีมีคุณภาพมากขึ้น เพื่อกระตุ้นให้เกิดสภาวะแวดล้อมที่ดีที่จะนำไปสู่ภาวการณ์เรียนรู้ที่ดี อย่างไรก็ตามคนในสังคมไทยยังมีพฤติกรรมไม่สนับสนุนหนังสือราคาแพง ทั้งที่หนังสือเป็นหัวใจสำคัญที่สุดในการผลักดันเรื่องการอ่าน เมื่อหนังสือมีปัญหาเรื่องของต้นทุนค่าใช้จ่าย การกระตุ้นจึงไม่เกิดขึ้น เพราะสื่อหนังสือเด็กที่มีรูปลักษณ์สวยงามน่าสนใจสำหรับเด็กๆ มีราคาแพง ซึ่งในต่างประเทศเขาใช้กระดาษราคาแพงมาก ”
“โดยส่วนตัวแล้วผมใช้เวลาก่อนนอนในการอ่านหนังสือเสมอ ซึ่งมันเป็นเวลาที่ไม่ตายตัว แต่ว่าพอเราทำเป็นนิสัยแล้ว ก็จะทำได้ง่ายและจะทำได้ดี เพราะเราสามารถจับจุดในการนำเสนอหัวข้อต่างๆ ได้ ผมค่อนข้างจริงจังกับเรื่องที่ทำ ถ้าอยากให้ผมเข้าประชุมเรื่องอะไร คุณก็ต้องส่งข้อมูลมาให้ผมก่อนและผมก็ต้องมีเวลาอ่าน บางคนบอกว่าไม่เป็นไร พูดแค่เข้ามาร่วมนิดเดียว โดยคิดว่าไม่ต้องทำอะไร เพราะต้องการให้ผมทำอะไรง่ายๆ ปัญหาอีกอย่างที่เราเห็นได้ชัดนอกจากการอ่าน คือ การอ่านแล้วสามารถย่อความได้ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญมากของหน่วยราชการในตอนนี้ เพราะเวลาที่เชิญเจ้าหน้าที่มาชี้แจง ท่านมักจะไม่สะทกสะท้านต่อคำถาม เมื่อถามอะไรไปก็ตอบคำถามอย่างรวดเร็ว คือบางทีก็ตอบในสิ่งที่ไม่ได้ถาม และก็บางทีก็อ่านไปเรื่อยและก็ไม่ย่อ คือถ้าบอกว่าไม่รู้หรือไม่มีความเห็นก็บอกว่าไม่รู้ไปเลย จะได้ไม่เสียเวลา”
สำรวจความคิดเห็น
Loading...
สถิติการเข้าชมสูงสุด
1. นปช.ออกแถลงการณ์ 4 ข้อจี้เร่งแก้ รธน.
2. "ทักษิณ" สไกป์ ตั้งรางวัลนำจับเผาเซ็นทรัลเวิลด์ 10..
3. คมนาคมเล็งไฟเขียวค่าแท็กซี่มิเตอร์
4. คลังเร่งหาแนวทางเก็บภาษีเพิ่ม
5. พลังงานจ่อรื้อค่าการตลาดน้ำมัน
7. เอสเอฟแจงค่าตั๋วขึ้นตามภาวะเศรษฐกิจ
8. รุมจวกเวทีถกน้ำอาเซียน เมินผลกระทบสวล.-ชุมชน
1. 'เจิมศักดิ์'ย้ำม.190 ไม่ใช่ตัวปัญหา ข้องใจไม่ออกกฎ..
3. รองปลัดคลังเสนอปลดผู้ว่า ธปท. ยึด พ.ร.บ.แบงก์ชาติท..
4. เล็งขึ้นแอลพีจีครัวเรือนเดือนมิ.ย. นี้
5. ‘จีที-200’ตุ๋นกองทัพเปื่อย อังกฤษสั่งจำคุกหลอกขาย
6. กสม.แจงไม่เคยจับผิดรัฐย้อนรอย"ปู"ไม่เคยแก้ละเมิด
8. "เล็กบ้านดอน"แยกเดินนปช.แต่เป้าเดียวกัน





